Business

‘ซีพีเอฟ’เดินหน้าขยายธุรกิจต่างประเทศ 5ปี วางสัดส่วน 70%

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  กล่าวว่าช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมายอดขายของซีพีเอฟมาจากกิจการต่างประเทศซึ่งมีธุรกิจใน  17 ประเทศ  สัดส่วน 68% กิจการประเทศไทย 27%  และจากการส่งออกจากประเทศไทย 5%

สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ป cpf Copy
สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์

พบว่าสัดส่วนยอดขายจากกิจการต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปีก่อนอยู่ที่ 64% โดยธุรกิจหลายประเทศเติบโตและทำกำไร เช่น ในตุรกี ที่ดำเนินธุรกิจมา 7-8 ปี ปีนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นกำไร  ธุรกิจในฟิลิปปินส์และอินเดีย กำลังขยายตัวสูง

แต่ที่เรียกว่าเป็น “ดาวรุ่ง” ต้องยกใหญ่ เวียดนาม ที่ซีพีเอฟเข้าไปลงทุนมากว่า 25 ปี เริ่มด้วยสินค้าประเภทกุ้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปไก่สดครบวงจร มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปี 2562 โรงงานดังกล่าวจะทำตลาดในประเทศเวียดนามและส่งออกไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศเอเชีย

ปัจจุบันธุรกิจของซีพีเอฟให้บริการผู้บริโภค 3,000 ล้านคนทั่วโลก นโยบายหลังจากนี้ ซีพีเอฟ จะมุ่งเติบโตนอกบ้าน ที่ยังมีโอกาสอีกมาก

นายสุขสันต์ กล่าวว่าซีพีเอฟ มียอดขายปีละกว่า 5 แสนล้านบาท  ปีที่ผ่านมากิจการต่างประเทศมีสัดส่วน 64%  ส่วนปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 67-68%  ภายใน 5 ปีจากนี้ วางเป้าหมายไว้ที่ 70%  ปัจจุบันยอดขายในต่างประเทศ ตลาดหลักมาจากจีน 26% เวียดนาม 16%

สำหรับตลาดประเทศไทยที่มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 32% รวมส่งออก มองว่าครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโต หลังจากที่ผ่านมายอดขายชะลอตัว จากภาวะเนื้อสัตว์ล้นตลาดในหลายประเทศเป็นปัจจัยหลักกดดันผลการดำเนินงานของซีพีเอฟตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2559 ที่เกิดภาวะผลผลิตสุกรล้นตลาดในประเทศเวียดนาม และเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะผลผลิตสุกรและไก่เนื้อล้นตลาดในประเทศไทยในช่วงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา

ช่วงเดือนเมษายนปีนี้ราคาเนื้อสุกรในทั้ง 2 ประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเหนือต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาสุกรในประเทศเวียดนามได้ปรับมาอยู่ในภาวะปกติ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลการดำเนินงานของซีพีเอฟดีขึ้นในไตรมาส 2 ปีนี้ และคาดว่าน่าจะยังคงดีต่อเนื่องถึงปี 2562 โดยราคาสุกรและไก่เนื้อในประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมาและน่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในครึ่งหลังของปีจะดีกว่าช่วงที่ผ่านมา

“ซีพีเอฟ” รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2561 มียอดขาย 136,353 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของกิจการต่างประเทศ 16% ในขณะที่ยอดขายกิจการประเทศไทยลดลง 5%  ไตรมาส 2 ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 5,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 93% จากไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิที่ดีขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของกิจการในประเทศเวียดนามที่เข้าสู่ภาวะปกติ