Business

‘เดอะมอลล์’ โหมโปรแรงสู้ศึก ‘ค้าปลีก’ ไฮซีซั่น หวังรัฐจัด ‘ช้อปช่วยชาติ’

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าอัดโปรโมชั่นกระตุ้นนักช้อปส่งท้ายปี ทุ่มงบกว่า 350 ล้านบาท จัดแคมเปญ “The Mall Group Joy of Giving” จัดเต็มทั้งโปรโมชั่นและกิจกรรม หวังเพิ่ม time spend ลูกค้า ดึงคนอยู่ห้างนานขึ้น หวังปิดยอดขาย 58,000 ล้านบาท เท่าปี 2561 เพราะเดอะมอลล์ งามวงศ์วานปิดปรับปรุง

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เริ่มเห็นสัญญานบวกจากปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่หนุนให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยมีความคึกคัก ส่งผลให้มีการกระจายของเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจเริ่มมีความตื่นตัวลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นส่งเสริมเสริมการขายกันมากขึ้น

02 4

ทั้งนี้ จากมาตรการ ชิม ช้อป ใช้ของรัฐบาล ทำให้ธุรกิจค้าปลีกได้รับอานิสงส์ รวมถึงเดอะมอลล์ โดยเฉพาะการกระตุ้นมู้ดจับจ่ายของประชาชน ดังนั้น จึงอยากได้รัฐบาลกระตุ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการช้อปช่วยชาติ ที่เห็นผลชัดเจนในการกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวม โดยเฉพาะช่วงปลายปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นไฮซีชั่นของทุกธุรกิจ เป็นช่วงที่ลูกค้าจับใช้จ่ายใช้สอยซื้อสินค้า ของขวัญ ของฝาก รวมถึงบริการต่างๆ มากที่สุดช่วงหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังเห็นสัญญานบวกจากการที่นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามจากการแข็งค่าของเงินบาท ที่ทำให้คนไทยหันไปซื้อสินค้าต่างประเทศมากขึ้น และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศซื้อสินค้าแบรนด์เนมในไทยลดลง ซึ่งภาครัฐควรหามาตรการมากระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น เพราะหากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดี จะทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ฟื้นตัวตามไปด้วย

เดอะมอลล์4

สำหรับเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เตรียมทุ่มงบกว่า 350 ล้านบาท จัดแคมเปญ “The Mall Group Joy of Giving” เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี ต่อเนื่องถึงเทศกาลปีใหม่ โดยจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2562 – 12 ม.ค. 2563 หรือ 2 เดือน ที่เดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ รวมถึงการสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ในการช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ได้เข้ามาใช้บริการ

ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในช่วงไตรมาสที่ 4 ไปจนถึงปี 2563 จะยังคงเน้นการสร้างห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ให้เป็นสถานที่ที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างครบครัน ด้วยหลากหลายกลยุทธ์

เดอะมอลล์ 1

กลยุทธ์ที่เดอะมอลล์นำมาใช้ ประกอบด้วย

  • Digitization การใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลในการทำการตลาดแบบครบวงจร ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อเข้าถึงความต้องการของฐานลูกค้าหลัก M Card ซึ่งมีกว่า 4 ล้านราย และลูกค้า SCB M VISA ที่มีกว่า 6 แสนคน รวมทั้งให้ความสำคัญกับ “Data Analytics” การวิเคราะห์ข้อมูล ในการทำแคมเปญต่างๆ เพื่อความถูกต้องแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลูกค้าและนำไปใช้ในการทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆที่ตรงใจลูกค้า
  • การเข้าถึง “Customer Journey” จากการติดตาม Customer Journey ของฐานลูกค้าสมาชิกที่ถือบัตร M CARD ทำให้พบว่า เส้นทางเดินของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งหากเข้าใจพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และ Journey ของลูกค้า จะสามารถเปลี่ยน Journey ของลูกค้าได้ โดยต้องทำให้ Journey และ ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้นทุกครั้งเมื่อมาใช้บริการ

“ทุกพื้นที่ภายในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าต้องเป็น Seamless Touchpoint รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษที่มอบให้กับลูกค้าต้องเหมือนกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ ยังต้องสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Seamless ที่ผสานการช้อปปิ้งของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า รวมถึงการตกแต่งบรรยากาศและการจัดอีเว้นท์เพื่อสร้างสีสันและดึง engagement ลูกค้า”นางสาววรลักษณ์ กล่าว

เดอะมอลล์3

  • เพื่อให้ “Time Spend” หรือระยะเวลาที่ลูกค้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายในศูนย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ Time Spent จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทางกลุ่มเดอะมอลล์ใช้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะเมื่อลูกค้าใช้เวลาอยู่ในศูนย์นานขึ้นโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าภายในห้างฯและศูนย์ฯ ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
  • Innovation การคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวทันเทรนด์โลก และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่น ซีอาร์เอ็มแอป
  • Cross Category Spending / Cross Action ของ แคธิกอรี่ หรือ การจัดกลุ่มสินค้าและบริการภายในศูนย์ฯและห้างฯ ให้มีความหลากหลายในรูปแบบ Cross Category ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นหลัก โดยใช้มุมของลูกค้าเป็นตัวตั้งและจัดให้สินค้าอยู่ในหลายๆแผนก เพื่อมอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดและสร้างความสนุกในการช้อปปิ้ง ให้ลูกค้า
  • Collaboration การผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าเหมือนกัน ในการทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งขยายฐานกลุ่มลูกค้ามากขึ้น การร่วมกับพันธมิตรแบรนด์สินค้า ร้านค้าทั้งในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า พันธมิตรทางสถาบันการเงิน
  • ซีเอสอาร์ / สิ่งแวดล้อม / สร้างชุมชน ถือเป็นกลยุทธ์ที่เดอะมอลล์ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ในฐานะที่เป็นธุรกิจรีเทลผู้บุกเบิกกิจกรรมที่เป็นประโยช์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ THE MALL GROUP GO GREEN: Green Everyday ที่ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ได้ประกาศเจตนารมณ์เป็นห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรก ที่งดบริการถุงพลาสติกทุกวันเป็นต้น

เดอะมอลล์2

สำหรับไฮไลต์ของแคมเปญ The Mall Group Joy of Giving ประกอบด้วย ในส่วนของช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตจัดแคมเปญ “THE MALL JOY OF GIVING x WE BARE BEARS WE WISH YOU A BEARY CHRISTMAS ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2562 – 12 ม.ค. 2563 ที่ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ทุกสาขา นำ “WE BARE BEARS” ได้แก่ กริซลี่, แพนด้า, และไอซ์แบร์ สามหมีจอมป่วนมาสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมกิจกรรมรวมของรางวัลมูลค่ากว่า 37 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังจัดแคมเปญ “Brilliant Thanks 2020” ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2562 – 5 ม.ค. 2563 โดยหวังโกยยอดจากแคมเปญนี้รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ลูกค้าที่ซื้อสินค้าภายในห้างฯ เดอะมอลล์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรับ M Point 1 ล้านคะแนน จำนวน 20 รางวัล รวม 20 ล้านคะแนน นอกจากนี้ ยังเพิ่มความแรงด้วยการมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษเมื่อช้อปในห้างฯ มากมาย

นางสาววรลักษณ์กล่าวปิดท้ายว่า จากการจัดแคมเปญต้อนรับไฮซีซั่นครั้งนี้ คาดว่า จะช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาสสุดท้ายของปีได้กว่า 16,800 ล้านบาท และทำให้ยอดขายรวมปี 2562 อยู่ที่ 58,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้ ยอดขายจากเดอะมอลล์ งามวงศ์วานหายไปจากการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยจะแล้วเสร็จในปลายปี 2563