Business

‘วรภัค’ สะท้อนเศรษฐกิจไทย แม้ฟื้นตัวเกินคาด ระวังติดหล่มโต 2% กลายเป็น New Normal

“วรภัค” วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ปี 2568 ดีเกินคาด แต่หวั่นภาพรวมโต 2% จะกลายเป็น New Normal หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะพาอัตราการเติบโตกลับสู่ระดับ 3–4%

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า เศรษฐกิจไทยหลัง Q4/2568 ฟื้นตัวดีกว่าคาด แต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนเชิงศักยภาพ

วรภัค

หากย้อนกลับไปช่วงที่ท่านเอกนิติ เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใหม่ ๆ ท่านได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยจะ ติดหล่ม อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นได้ผลักดันชุดนโยบาย Quick-Big-Win เพื่อเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ทั้งในมิติระยะสั้นเพื่อดึงอุปสงค์กลับมา และในมิติระยะยาวเพื่อวางรากฐานความสามารถแข่งขันใหม่

วันนี้ เมื่อประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ออกมาแล้ว ต้องยอมรับอย่างเป็นธรรมว่า ภาพที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับทิศทางที่ท่านเอกนิติได้คาดการณ์ไว้ เศรษฐกิจเร่งตัวชัดเจนจากไตรมาสก่อนหน้า และดีกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่กังวล

จึงควรกล่าวชื่นชมท่านเอกนิติ รวมถึงข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบาย Quick-Big-Win ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันจำกัด

แต่ในส่วนของการแก้หนี้ ลูกหนี้รายย่อย คงต้องให้เครดิตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในสมัยของท่านพิชัย ชุณหวชิระ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เพราะท่านเป็น จุดประกายและยังเป็นผู้ช่วยผลักดัน เรื่องการแก้หนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่ยอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทอย่างจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม การชื่นชมความสำเร็จเชิงจังหวะ ไม่ได้หมายความว่าโจทย์เชิงโครงสร้างจะหมดไป

คำถามสำคัญคือ การเร่งตัวใน Q4 เป็นเพียง แรงส่งปลายปี หรือเป็นจุดตั้งต้นของการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาพรวมตัวเลข: ดีขึ้นกว่าที่กลัว

ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัวราว 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งขึ้นจากไตรมาส 3 อย่างมีนัยสำคัญ และสูงกว่าที่ตลาดกังวลไว้ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทย ดีขึ้นกว่าที่กลัว ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากมองทั้งปี เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 2.4% ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพระยะยาวที่มักประเมินไว้ราว 3–3.5% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างชัดเจน ภาพรวมจึงยังไม่ใช่จุดหักเหของศักยภาพการเติบโต แต่เป็นการพ้นจากจุดต่ำสุดของวัฏจักรเท่านั้น

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Q4 ดีหรือไม่ แต่คือ แรงส่งนี้ยั่งยืนแค่ไหน

633925688 4306625822938921 6127226204190211584 n

เครื่องยนต์ที่พา Q4 เร่งตัว

การฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีมีองค์ประกอบหลักสามด้าน

หนึ่ง การบริโภคเอกชน

การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเร่งขึ้นชัดเจน เติบโตราว 3% กว่าในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี แรงหนุนมาจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและบรรยากาศความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น

สอง การลงทุนเอกชน โดยเฉพาะคลัสเตอร์ใหม่

การเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขการลงทุนเอกชนกระโดดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้ Q4 แตกต่างจากช่วงต้นปี

สาม การใช้จ่ายภาครัฐที่กลับมาเดินหน้า

หลังความล่าช้าเรื่องงบประมาณในช่วงก่อนหน้า การเบิกจ่ายปลายปีเร่งตัวขึ้น แม้ยังไม่ถึงระดับที่จะเรียกว่าเป็น รอบขยายตัวใหม่ ของวัฏจักรการลงทุนภาครัฐก็ตาม

กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจไทยใน Q4 ได้แรงหนุนจากมาตรการและการลงทุนเฉพาะจุด มากกว่าการฟื้นตัวพร้อมกันทุกเครื่องยนต์

เงื่อนไขที่ยังจำกัดการเติบโต

แม้ตัวเลขปลายปีดูดีขึ้น แต่ฉากหลังระยะกลาง–ยาวยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ

1. แรงกดดันจากการค้าโลก

สงครามการค้าและทิศทางภาษีนำเข้าสหรัฐ ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทย หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 อาจชะลอลงเหลือเพียงราว 1.5–1.6% หากแรงกดดันภายนอกยืดเยื้อ

2. หนี้ครัวเรือนระดับสูง

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อ GDP จำกัดกำลังซื้อและทำให้การบริโภคขยายตัวได้อย่างระมัดระวัง การฟื้นตัวจึงไม่เร่งแรงแบบ V-shape

3. ค่าเงินบาทและความสามารถแข่งขัน

เงินบาทที่แข็งกว่าหลายประเทศในภูมิภาคในบางช่วงเวลา กดดันความสามารถแข่งขันด้านราคา ทั้งในภาคส่งออกและท่องเที่ยว

เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้ ภาพที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นจากจุดต่ำสุดได้ แต่ยังขาดแรงขับเชิงโครงสร้างที่จะพาอัตราการเติบโตกลับสู่ระดับ 3–4%

เส้นทางปี 2569–2570: U แบน มากกว่า V-shape

การประเมินจากหลายสถาบันสะท้อนทิศทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.5–2% ในปีหน้า แม้รัฐบาลยังประเมินเชิงบวกกว่าบางส่วน

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม เส้นทางการเติบโตของไทยมีลักษณะ U แบน คือพ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่ลากยาวด้วยอัตราเติบโตต่ำต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นการฟื้นตัวแบบ V-shape ที่เร่งแรง

ในบริบทอาเซียน ช่องว่างเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อหลายประเทศในกลุ่ม ASEAN-5 ยังรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยเหนือ 4% ได้ ขณะที่ไทยวนอยู่แถว 2%

นี่ไม่ใช่เพียงจังหวะวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่สะท้อนปัญหาเชิงผลิตภาพและโครงสร้างที่สะสมมานาน

shutterstock 2677372157

ความหมายเชิงนโยบาย: 2% ไม่ควรเป็น New Normal

หากไทยไม่ต้องการให้การเติบโตระดับ 2% กลายเป็น new normal การออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

โจทย์เชิงโครงสร้างอย่างน้อยสามด้านควรถูกขยับควบคู่กัน

1. ปฏิรูประบบภาษีและการคลัง สร้างแรงจูงใจการลงทุนระยะยาว ลดความซับซ้อน และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อเศรษฐกิจใหม่

2. ยกระดับผลิตภาพแรงงานและการแข่งขัน แก้คอขวดด้านกฎระเบียบ โครงสร้างกึ่งผูกขาด และเร่งทักษะแรงงานให้สอดคล้องอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

3. เสถียรภาพและความชัดเจนเชิงสถาบัน ความเชื่อมั่นทางการเมืองและความต่อเนื่องเชิงนโยบายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของทั้งทุนไทยและต่างชาติ

จากมุมมองนักลงทุนต่างชาติ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าภูมิภาคและขาดสัญญาณ policy delivery ที่ชัดเจน เงินทุนที่ไหลเข้าอาจเป็นเพียง tactical flow ระยะสั้น มากกว่าการปักหมุดลงทุนเชิงโครงสร้าง

บทสรุป

ตัวเลข Q4/2568 ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงฟื้นตัวเมื่อมีแรงกระตุ้นที่เหมาะสม แต่การเร่งขึ้นครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนของศักยภาพระยะยาว

คำถามสำคัญของปี 2569 จึงไม่ใช่ โตได้เท่าไร

แต่คือ ไทยจะยอมรับ 2% เป็นฐานใหม่ หรือจะกล้าปรับโครงสร้างเพื่อทวงศักยภาพที่หายไปกลับคืนมา

เส้นทางต่อจากนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า การฟื้นตัวครั้งนี้เป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

บททดสอบที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่า ภายใต้รัฐบาลใหม่ นโยบาย 10 พลัส ของท่านเอกนิติจะสามารถต่อยอดจาก Quick-Big-Win ไปสู่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ เปลี่ยนแรงเร่งระยะสั้นให้กลายเป็นศักยภาพการเติบโตระยะยาว และพาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตระดับ 2% ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo