Business

AOT เคาะแนวทางขยายสัญญา คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ยันเงื่อนไขดีกว่าเปิดประมูลรายใหม่

AOT เคาะแนวทางแก้ไขสัญญา คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ย้ำรักษาคุณภาพบริการผู้โดยสาร-ผลประโยชน์ชาติ ได้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ขยายเวลาสุวรรณภูมิ 2 ปี ดอนเมือง 5 ปี ดีกว่าเปิดประมูลหารายใหม่

ในการประชุมคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ตามผลการเจรจาของคณะทํางานเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT

คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี

ทั้งนี้ ได้พิจารณาทางเลือกหลัก 2 แนวทางคือ การแก้ไขสัญญาเปรียบเทียบกับการยกเลิกสัญญาเพื่อเปิดประมูลใหม่  ได้ข้อสรุปว่า ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือ การแก้ไขสัญญา โดยปรับเงื่อนไขการอนุญาตให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการบริหารสัญญา เพื่อให้ AOT สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ AOT ได้แก่

1. การรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจโดยมีระดับการให้บริการ (Level of Service) ที่ดี

2. รายได้ที่มั่นคงกว่า โดย AOT ยังคงได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีช่วงที่ขาดรายได้ในระหว่างการประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่

3. ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งแนวทางนี้เป็นกรณีที่โครงการดําเนินการต่อไป อันจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งยังคงไว้ซึ่งอัตราการจ้างงานจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินการตามมติดังกล่าวจะทำให้ AOT สามารถยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารได้ตามมาตรฐานสากล และยังคงรักษารายได้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรักษาความมั่นคงของการจ้างงานของบุคลากรในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงการรักษาความสามารถในการพัฒนาคุณภาพบริการ รายได้องค์รวม และดำเนินการตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ตามนโยบายของรัฐบาลในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) เพื่อรองรับนักเดินทางที่เข้าสู่ประเทศไทย สร้างกลไกรายได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

aot

เปิดรายละเอียดแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่า

ตามหนังสือที่อ้างถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้รายงานให้ทราบว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ทอท. ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2568 ที่ประชุมได้มีมติให้ความเห็นชอบ แนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ตามรายงานผลการศึกษาของที่ปรึกษาเพื่อศึกษาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.

จากกรณีที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ได้มีหนังสือถึง ทอท.เพื่อขอหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้ฝ่ายบริหาร ทอท.ใช้ผลการศึกษาดังกล่าว เป็นกรอบแนวทางในการเจรจากับ KPD เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ทอท. และเป็นธรรมกับคู่สัญญา โดยให้เสนอผลการเจรจาให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาต่อไป ความละเอียดทราบแล้ว นั้น

ในการประชุมคณะกรรมการ ทอท. ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ของคณะทำงานเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. และอนุมัติให้ ทอท.แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.ทั้ง 5 แห่งดังกล่าวข้างต้น ตามผลการเจรจาของคณะทำงานเจรจาฯ ต่อไป โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ทอท.ได้พิจารณาทางเลือกหลัก 2 แนวทางคือ การแก้ไขสัญญาเปรียบเทียบกับการยกเลิกสัญญาเพื่อเปิด
ประมูลใหม่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือการแก้ไขสัญญา โดยปรับเงื่อนไขการอนุญาตให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการบริหารสัญญา เพื่อให้ ทอท.สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง รักษาผลประโยชน์ของ ทอท.ในระยะยาว และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ทอท. โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทอท.สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีระดับ
การให้บริการ (Level of Service) ที่ดี โดยการให้บริการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรถือเป็นบริการที่สำคัญ กล่าวคือ ทอท.ไม่ต้องดำเนินการหาผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนจากการหาผู้ประกอบการรายใหม่มาทดแทน ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน

2. รายได้ที่มั่นคงกว่า กล่าวคือ ทอท.ยังคงได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีช่วงที่ขาดรายได้ในระหว่างการประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ และจะทำให้สูญเสียรายได้จากการไม่มีผู้ให้บริการ

3. ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า กล่าวคือ จากผลการศึกษาพบว่า แนวทางการแก้ไขสัญญาจะให้ผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำในกรณีหาผู้ประกอบการรายใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ต่ำกว่าข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอลำดับสองที่ยื่นประมูลในครั้งก่อน

4.  ลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือ การยกเลิกสัญญานอกจากจะทำให้ ทอท.ขาดรายได้และ
Level of Service ลดลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการจ้างงานของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง อันส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม แนวทางนี้เป็นกรณีที่โครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้และลดความเสียหายที่อาจเกิดต่อเศรษฐกิจโดยรวมและอัตราการจ้างงานจากผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง

การเลือกแนวทางการแก้ไขสัญญาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อ ทอท.มากกว่ากว่าการยกเลิกสัญญา
แล้วเปิดประมูลใหม่ โดยกรณียกเลิกสัญญา ทอท.จะขาดรายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนจนกว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน และผู้ประกอบการรายใหม่อาจไม่สามารถให้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทอท.ได้ในระดับที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าผู้ประกอบการรายปัจจุบัน (จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก)

shutterstock 2276382209
 

ในแต่ละสัญญายังคงเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. การเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (Minimum Guarantee : MG) โดย ทอท.จะยังคงได้รับ
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) และค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำมีอัตราเติบโต 5% ต่อปี เพื่อให้
สอดคล้องกับการเติบโตเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ส่วนแบ่งรายได้ 20% (Revenue Sharing)

3.ค่าผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด โดยมีรายละเอียดของแนวทางการแก้ไขในแต่ละท่าอากาศยาน ดังนี้

1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)  

แนวทางแก้ไข : ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ตามหลักการ เรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคนและมีการเติบโตในอัตรา 5% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีก 35% ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท.มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติม ในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียง 20% ตลอดอายุสัญญา

ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนา ทสภ.ที่คาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) แล้วเสร็จในช่วงปี 2575 การขยายระยะเวลาของสัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมช่วงที่ต้องปิดซ่อมแซมพื้นที่ทุกส่วนในอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ผู้ประกอบการ KPD ใช้ดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างปี 2575-2578

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้าร่วมประมูล ดังนั้น การขยายอายุสัญญาจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ ทสภ.สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในระหว่างการทยอยปิดซ่อมแซมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันได้อย่างราบรื่น

2. ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.)

แนวทางแก้ไข : ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร (โดยคิดเป็น 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน) และเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ 20% ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกิน 100% ทอท.จะกลับไปใช้อัตรา
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า

ขยายระยะเวลาของสัญญา เนื่องจากตามแผนพัฒนาท่าอากาศยาน ผู้ประกอบการปัจจุบันมีความจำเป็นต้องย้ายไปให้บริการ ณ อาคารผู้โดยสาร 3 และรื้อถอนการลงทุนในอาคารผู้โดยสารเดิมออก ผลการศึกษาพบว่า หากมีการลงทุนในพื้นที่ใหม่สำหรับธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากร จะมีระยะเวลาการประกอบกิจการ
ที่เหมาะสมจากการลงทุนใหม่นั้นประมาณ 5 ปี

ดังนั้น การขยายระยะเวลาของสัญญาที่เหมาะสมและสร้างแรงจูงใจในการย้ายอาคารผู้โดยสาร คือ 5 ปี (นับรวมอายุสัญญาคงเหลือ) กล่าวคือ หากระยะเวลาจากสัญญาเดิมเหลือ 3 ปี ในวันที่อาคารผู้โดยสาร 3 แล้วเสร็จ ระยะเวลาคุ้มทุนคือ 5 ปี ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายสัญญาอยู่ที่ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 3 ล่าช้าออกไปจนทำให้สัญญาประกอบกิจการของ KPD ณ ทดม. ปัจจุบันคงเหลืออายุสัญญาไม่ถึง 1 ปี ณ วันเปิดอาคารผู้โดยสาร 3 อย่างเป็นทางการ ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณายกเลิกสัญญาของ KPD ปัจจุบัน เพื่อเปิดประมูลใหม่

3. ทกภ., ทชม. และ ทหญ. (ท่าอากาศยานภูมิภาค)

แนวทางแก้ไข : ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคนและมีการเติบโตในอัตรา 5% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2573 เนื่องจากสภาพการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานภูมิภาค และ
ปริมาณผู้โดยสารปรับตัวลงอย่างมากภายหลังสถานการณ์โควิด-19 หรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยตลอดสัญญาที่ 134.70 บาท ต่อคน)

อีกทั้ง ทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีก 35% ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับ ทสภ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท.มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียง 20% ตลอดอายุสัญญา

ทั้งนี้ ภายหลังการแก้ไขสัญญาแล้ว ในอนาคตหากธุรกิจกลับมาเหมือนเดิมตามข้อเสนอการดำเนินงาน
กิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Proposal) ของ KPD ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ที่จะขอเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนเดิม ตามที่ KPD เสนอใน Proposal

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo