REIC รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 2 ปี 2568 และครึ่งแรกปี 2568 พบ ชะลอตัวทั้งอุปสงค์-อุปทาน
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 2 ปี 2568 และครึ่งแรกปี 2568 พบว่า ภาพรวมชะลอตัวทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย EEC ไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่า ด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยลดลง 7.4% และ 8.4% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ได้รับผลบวกจากแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 ทำให้จำนวนหน่วยและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2568
ส่วนอุปทานใบอนุญาตจัดสรรที่ดินมีจำนวนโครงการลดลง 7.7% และจำนวนหน่วยลดลง 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลง 0.3% โดยเป็นการลดลงของพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุด 23.7% แต่มีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างแนวราบเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย EEC ครึ่งแรกปี 2568 พบว่า ด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย มีจำนวนหน่วยลดลง 6.8% และมูลค่าลดลง 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

หากพิจารณาแต่ละพื้นที่พบว่า จังหวัดระยองเป็นเพียงจังหวัดเดียวในพื้นที่ EEC ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 4.1% และ 3.7% ตามลำดับ ส่งผลให้อุปทานพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลง 11.6% แบ่งออกเป็น
พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวนประมาณ 1,478,692 ตารางเมตร ลดลง 11% และอาคารชุดจำนวนประมาณ 61,212 ตารางเมตร ลดลง 23% โดย จ.ระยอง มีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 19.3% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยของแรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
ส่วนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน มีจำนวนโครงการลดลง 22.9% และจำนวนหน่วยลดลง 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยเป็นการจัดสรรประเภททาวน์เฮ้าส์มากที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 40.2% และพบว่า จังหวัดชลบุรีมีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 44.3% ของใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด

จังหวัดที่มีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด
อันดับ 1 จังหวัดระยอง มีจำนวน 1,787 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 44.3% ของใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด และมีใบอนุญาตจัดสรรลดลง 28.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นใบอนุญาตจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวมากที่สุด 920 หน่วย ลดลง 26.6% รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์จำนวน 483 หน่วย ลดลง 18.5% และเป็นบ้านแฝด 334 หน่วย ลดลง 49.5%
อันดับ 2 จังหวัดชลบุรี มีจำนวน 1,706 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 42.2% ของใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด และมีใบอนุญาตจัดสรรลดลง 43.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นใบอนุญาตจัดสรรประเภททาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 733 หน่วย ลดลง 60.2% รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 587 หน่วย ลดลง 32.4% และเป็นบ้านแฝด 386 หน่วย เพิ่มขึ้น 27.8%
อันดับ 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา มีจำนวน 545 หน่วย คิดเป็น 13.5% ของใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด และมีใบอนุญาตจัดสรรเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นใบอนุญาตจัดสรรประเภททาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 408 หน่วย เพิ่มขึ้น 22.9% รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 99 หน่วย ลดลง 40.4% และเป็นบ้านแฝด 38 หน่วย

จังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมากที่สุด
อันดับ 1 จังหวัดชลบุรี มีจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ 13,840 หน่วย ลดลง 9.3% และมีมูลค่า 36,069 ล้านบาท ลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 15,265 หน่วย และมีมูลค่า 40,136 ล้านบาท เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 7,961 หน่วย มีมูลค่า 21,726 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 3,326 หน่วย มีมูลค่า 6,029 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 5,879 หน่วย มีมูลค่า 14,342 ล้านบาท
อันดับ 2 จังหวัดระยอง มีจำนวน 5,129 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% และมีมูลค่า 10,944 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 4,929 หน่วย และมีมูลค่า 10,557 ล้านบาท เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 4,609 หน่วย มีมูลค่า 10,128 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวมากที่สุด 2,201 หน่วย มีมูลค่า 5,686 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 520 หน่วย มีมูลค่า 816 ล้านบาท
อันดับ 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา มีจำนวน 1,691 หน่วย ลดลง 13.9% และมีมูลค่า 3,631 ล้านบาท ลดลง 20.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 1,965 หน่วย และมีมูลค่า 4,546 ล้านบาท เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 1,554 หน่วย มีมูลค่า 3,451 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวมากที่สุด 666 หน่วย มีมูลค่า 1,687 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 137 หน่วย มีมูลค่า 180 ล้านบาท
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ลดวูบ 10.7% คาดไตรมาส 2 ฟื้นตัว
- ผลกระทบแผ่นดินไหว อสังหาฯเปิดใหม่ หดตัวแรงในรอบ 20 ปี
- เปิดราคาประเมินที่ดิน 2568 ทุกภาคทั่วไทย ที่ไหนแพงสุด เช็กเลย!!
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg