Business

เปิดปมใหญ่! ทำไมคิวไทยยังเลื่อนลอยเจรจา ‘ทรัมป์’

เปิดปมใหญ่ ไทยยังชวดคิวเจรจา “ทรัมป์” ขณะผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ แจงยิบต้นเหตุสำคัญ  ใครบ้างที่ “มาร์โค รูบิโอ” แบนไม่ให้เข้าสหรัฐถึง 40 คน

สงครามการค้าโลกกำลังเกิดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรพื้นฐาน กับประเทศคู่ค้า กว่า 180 ประเทศทั่วโลก ในอัตรา 10% มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2568 สหรัฐกลายเป็นผู้คุมเกมการค้าโลก

ทรัมป์

ในจำนวนประเทศเหล่านี้ สหรัฐยังประกาศจะเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับกว่า 60 ประเทศ ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ ในอัตราภาษีตั้งแต่ 11-50%  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568

สุดท้ายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ประกาศชะลอการขึ้นภาษีส่วนนี้ออกไป 90 วัน  จะครบกำหนด วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศได้เจรจาต่อรองกับสหรัฐ

ล่าสุดสหรัฐ ได้บรรลุผลการเจรจาข้อตกลงการค้ากับจีน ที่เป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ามากที่สุด โดยสหรัฐประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลงจาก 145% เหลือ 30% ขณะที่จีนจะลดภาษีสินค้าให้สหรัฐจากอัตรา 125% ลงเหลือ 10% เป็นการชั่วคราว 90 วัน นับจากวันที่ 14 พฤษภาคม 2568

ทรัมป์

คำถามกลับมาที่ประเทศไทยแล้วเมื่อไหร่เราจะได้คิว ทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มีคำตอบเรื่องนี้ ล่าสุดเห็น พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง บอกว่าการเจรจานโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ  ล่าสุดประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอให้สหรัฐผ่านการยื่นหนังสือโดย รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ถึง นาย Jamison Greer ผู้แทนการค้าของสหรัฐ  (USTR) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นี่เป็นเพียงความคาดหวังว่าจะได้เจอ ณ ตอนนี้

ขณะเดียวกันมีคำถามมากมาย ทำไมเรื่องนี้เป็นหน้าที่หลักของ “รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ทำไมไม่เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ เรามาคลี่ประเด็นแท้จริงกันว่าเกิดอะไรขึ้น?

ทรัมป์

เปิดปมใหญ่เหตุไทยยังชวดคิวเจรจา “ทรัมป์” 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ บอกว่าเรื่องการเจรจากับต่างประเทศ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นหลัก เวลามีอะไรเกี่ยวกับต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นผู้ประสานติดต่อ อย่างกรณีของสหรัฐก็เช่นกัน

กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นผู้เริ่ม แม้รับนโยบายจากรัฐบาลมาก็ต้อง ติดต่อไปที่ เอกอัครราชทูต เพราะหน่วยงานอื่นติดต่อตรงกับทูตไม่ได้ อย่างกรณีทูตที่ประจำอยู่ที่สหรัฐ ก็ต้องเป็นกระทรวงการต่างประเทศ

ฉะนั้นจุดเริ่มต้นของการต่างประเทศทุกเรื่อง จะเริ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ อย่างกรณีเรื่องภาษีทรัมป์ มันก็ต้องเริ่มที่กระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน แต่ในรายละเอียดก็จะมาจากกระทรวงต่างๆ ที่รับผิดชอบตรง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น แต่จุดเริ่มต้นต้องที่ “กระทรวงการต่างประเทศ” ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำ

แต่เมื่อกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีบทบาทในเรื่องนี้ ทำให้คนทำงานลำบาก กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ ต้องติดต่อไปยังผู้ช่วยทูตพาณิชย์ที่สหรัฐ อำนาจจะไม่เท่ากับ “เอกอัครราชทูต” พร้อมกับย้ำว่า วันนี้งานกระทรวงการต่างประเทศ ถือว่า “ล้มเหลว” ดูจากการดำเนินนโยบายไม่มีงานการต่างประเทศเลย

โดยยกตัวอย่าง “ความล้มเหลว” สิ่งแรกคือ การปล่อยตัวชาวอุยกูร์ (Uyghur)  เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องที่จีนพอใจ แต่สหรัฐกับอียู ไม่พอใจแน่นอนพร้อมกับย้ำว่าเรื่องอุยกูร์ มีผลต่อเนื่องกับการไปเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ พอเราทำอย่างนี้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีความใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาก เมื่อไม่นานก็ตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง ถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากสำหรับสหรัฐ และมีอีก 2  ตำแหน่งเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

ทรัมป์

มาร์โค รูบิโอ ก่อนได้รับแต่งตั้งก็ออกแถลงการณ์สหรัฐ ว่าแบนคนไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องส่งชาวอุยกูร์กลับจีน แบนไม่ให้เข้าสหรัฐถึง 40 คน  เรื่องนี้คนคิดว่า มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดนด้วย รวมถึงฝ่ายความมั่นคง

คำถามคือ ถ้าเข้าสหรัฐไม่ได้เขาเป็นประเทศมหาอำนาจ นายกรัฐมนตรไปสหรัฐไม่ได้มันจะอยู่ได้อย่างไร รัฐบาลอยู่ได้อย่างไร เรื่องนี้คนอาจไม่ได้คิดว่าขนาดล้มรัฐบาลได้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารัฐมนตรีต่างประเทศและนายกรัฐมนตรี ไปสหรัฐอเมิริกาไม่ได้เขาไม่คุยด้วยแล้ว จะประสานเรื่องระหว่างประเทศไทยได้อย่างไร เหมือนกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ถูกตัดขาด ทั้งหมดกลายเป็นคำถามในสังคมไปแล้ว

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับภาษี อันที่เป็นอุปสรรคคือเรื่องชาวอุยกูร์ ที่มันน่าคิดคือ เวลานี้คนอื่นนัดสหรัฐได้ แต่ไทยนัดไม่ได้ ฉะนั้นทุกฝ่ายมองว่า เรื่องอุยกูร์ เป็นสาเหตุหลักเขาเลยไม่อยากคุยด้วย

ไทย “บิดเบี้ยว” ทั่วโลกไม่มีใครทำแบบนี้

ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศ ย้ำว่าการให้กระทรวงการคลังออกมาจะคุยกับสหรัฐ เป็นเรื่อง “บิดเบี้ยว” ทั่วโลกไม่มีใครทำแบบนี้ ประเทศอื่นใช้ นายกรัฐมนตรีนำ แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศตาม รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และการเจรจารายละเอียด ผู้ประสานต้องเป็น“กระทรวงการต่างประเทศ” ส่วนคนเจรจาเป็นกระทรวงพาณิชย์อย่างเช่นเรื่องยูเอสทีอาร์

ปัญหา “บิดเบี้ยว” ทำให้การดำเนินการไปราบรื่น และความไม่ชัดเจนของนโยบายว่า จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ยอมเขาหรือไม่ มีเนื้อหาแบบไหนภาคการผลิต การเกษตร ภาคการบริการ ที่สำคัญคือยังไม่สามารถนัดหมายได้มันก็เลยทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น ประชาชนก็ไม่เชื่อมั่น ไม่มีใครเชื่อมั่นรัฐบาล  ถึงวันนี้เวียดนามและญี่ปุ่นเขาเจรจาไปแล้ว ไทยยังเลยแสดงว่า…

แนะดึง”ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร” ช่วยสางปม

ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศ แนะนำว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่ต้องกลัวเสียหน้า หรือเสียเหลี่ยมอะไร ต้องหาคนเข้ามาช่วยแล้ว พร้อมกับเสนอแนะว่า ผู้ที่มีความเหมาะสม สามารถเจรจาทำความเข้าใจได้ดีทั้งสหรัฐและอียูรวมถึงจีน นั่นคือ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะรู้และแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดี

ทรัมป์

สำคัญสุดคือความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งสหรัฐและจีน มองว่า ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เขารู้ว่าเขาต้องพูดคุยทั้งจีนและสหรัฐอย่างไร เพราะเขามองทั้งสองประเทศเป็น“มิตรกับไทย” เรื่องนี้มัน Sensitive อยู่ดีจะไปเลือกข้างใดข้างหนึ่ง หรือตามใจข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ประเทศไทยจะมีปัญหา

ฉะนั้นสำคัญสุดเพื่อประเทศชาติทุกฝ่ายต้อง “ลดทิฐิ” เวลาที่เหลือเชื่อว่าไม่สายเกินแก้ สำคัญสหรัฐไม่ได้เกลียดประเทศไทย เพียงแต่ใครบางคนที่สหรัฐไม่เอาด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  เป็นนักธุรกิจไทยเพียงรายเดียว  ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำรับรอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดโดย ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล ธานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

คุณสารัชถ์ บอกด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ บอกว่า ” Trump said I like Thailand”  

หากย้อนกลับไปก่อนที่ เศรษฐา ทวีสิน จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่นาน แอบได้ยินมาว่า ก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ ทั้งทูตอียู ทูตสหรัฐ มาพบ เศรษฐา ที่พรรคเพื่อไทย ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลย บทสนทนาเป็นเรื่องชาวอุยกูร์  ที่ติดอยู่ในประเทศไทยนานนับ 10 ปี เขาอยากรู้ไทยจะทำอย่างไร ?

ขณะที่ทูตจีน ก็เชื้อเชิญไปทานข้าวด้วย เพราะเขาอยากได้ชาวอุยกูร์ กลับ ณ เวลานั้น ทราบว่าทาง เศรษฐา และทีมแจ้งไปว่า ได้เป็นรัฐบาลแล้วจะดูให้ เป็นการตอบในลักษณะเดียวกัน  รู้ดีว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่แฮปปี้ถ้าเราดำเนินการทางใดทางหนึ่ง

เมื่อมีรัฐบาลชัดเจน  ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  เรื่องนี้ก็ถูกทวงถามขึ้นมาเหมือนกัน  เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เรียกว่ารู้เท่าทัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งรัฐมนตรีจีนและสหรัฐ  ดร.ปานปรีย์  ก็เอ่ยปากบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่อง Sensitive ทางการเมืองไทย เรื่องอยู่ในกระบวนการศาล ขอให้ดำเนินการไปก่อน เพราะพวกเขาเข้าเมืองไม่ถูกต้อง เขาใจและดี และนี่คือคนที่จัดการเป็น

สิ่งที่น่าคิด แต่มารัฐบาลชุดนี้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม? แอบส่งชาวอุยกูร์กลับ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเป็นเพราะใครไปรับปากใครถึงทำแบบนี้ !! สิ่งที่ตามมาก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ 

อ่านข่าวเพิ่มเติม 

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight