ยูบิลลี่ ย้ำชัดกระแสเพชรสังเคราะห์ ไม่ใช่ปัจจัยหลักฉุดราคาเพชรแท้ ชี้ตลาดคนละกลุ่ม แค่ทางเลือกเรื่องความสวยงาม แต่ไม่ตอบโจทย์การลงทุน
จริงหรือ? ที่กระแสความนิยมใน “เพชรสังเคราะห์” หรือ เพชรเลี้ยง พุ่งสูงขึ้น กระทบต่อดีมานด์ในตลาด เพชรแท้ จนทำให้ De Beers ยักษ์ใหญ่วงการเพชรต้องปรับลดราคาเพชรลงถึง 40% ตามที่มีกระแสข่าวออกมาสร้างความแตกตื่นให้กับตลาด
นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Jubilee ผู้นำธุรกิจเครื่องประดับเพชรแท้อันดับหนึ่งของเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ ยูบิลลี่ ไดมอนด์ มีคำตอบ
นางสาวอัญรัตน์ กล่าวว่า ความนิยมในเพชรสังเคราะห์ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาเพชรแท้ที่เจียระไนยแล้ว แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐ และจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเพชรแท้ ทำให้ดีมานด์หดตัวและราคาย่อลงมา
ถือเป็นเรื่องปกติ ที่ราคาจะต้องปรับตัวลงให้สอดคล้องกัน ระหว่างดีมานด์และซัพพลายที่แท้จริงของตลาด เนื่องจากช่วงเกิดโรคระบาดโควิดในปี 2562-2564 ธุรกิจเหมืองเพชรหยุดชะงัก และเมื่อเกิดสงครามยูเครน-รัสเซียก็มีการแบนเพชรจากเหมืองรัสเซีย ทำให้ซัพพลายหายไปจำนวนมาก
ขณะที่หลังโควิดคลี่คลาย ตลาดฝั่งสหรัฐเริ่มเปิด และจีนก็เริ่มทยอยปลดล็อกมาตรการต่าง ๆ ตลาดเพชรกลับมามีความต้องการเพิ่มขึ้น ยิ่งส่งผลให้ราคาเพชรพุ่งสูงขึ้นถึง 27.3%
ทั้งนี้ การที่ De Beers ยักษ์ใหญ่วงการเพชรปรับลดราคาลง 40% นั้น เป็นการปรับลดราคาเฉพาะเพชรดิบ (Rough Diamonds) เฉพาะกลุ่ม select makeables เป็นกลุ่มที่คุณภาพความสะอาดไม่สูง จะใช้ในอุตสาหกรรมเป็นหัวของเครื่องจักร
หากเพชรกลุ่มนี้จะเจียระไนยเป็นเพชรที่ใช้เป็นเครื่องประดับก็จะได้ yields ที่ลดลงมา 50% จากก้อนเพชรดิบ เช่นเพชรดิบขนาด 2-4 กะรัต หากนำมาเจียระไนเป็นเพชรคุณภาพที่สวมใสเป็นเครื่องประดับ ก็จะใช้ได้ประมาณ 1-2 กะรัต โดยคุณภาพเพชรพอใช้ได้แต่ไม่ถึงระดับที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ
ส่วนเพชรกลุ่มที่เจียระไนแล้ว (Polished Diamonds) การปรับตัวของราคาลดลงมาไม่ถึง 10% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาเพชรจะตกลงมา แต่ราคายังเติบโตกว่าก่อนเกิดโรคระบาดโควิด
ทั้งนี้ เพชรถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ เพราะเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ คือ
1. มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา
2. มีความต้องการในตลาด
3. มีราคามาตรฐาน
4. สามารถขายออกได้เพื่อคืนทุน
ตอนนี้เป็นช่วงที่กำลังปรับสู่ราคาตลาดที่แท้จริง นับเป็นอีกช่วงหนึ่งที่น่าจะเข้าไปลงทุน เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ส่วนตลาดที่ใช้เครื่องประดับเพชรแท้ ตลาดใหญ่จะมีอยู่ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐและจีน ถือว่าใหญ่มากรวมกันแล้วมีการใช้เพชรแท้มากกว่า 60% แบ่งเป็น สหรัฐ ประมาณ 48% และจีนประมาณเกือบ 20%
ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในสหรัฐ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพเพชรแท้ตามหลัก 4Cs (Carat กะรัต หรือน้ำหนักเพชร, Cut เหลี่ยมการเจียระไน, Color สี หรือ น้ำ, Clarity ความสะอาด ที่เพชรแท้จะมีตำหนิตามธรรมชาติ) แตกต่างจากผู้บริโภคในตลาดแถบเอเชียที่จะเน้นในเรื่องคุณภาพเพชรแท้ตามหลัก 4 Cs ซึ่งเป็นมูลค่าในตัวของเพชรแท้
ประกอบกับตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจมีการชะลอตัว และมีการใช้เพชรคุณภาพต่ำอยู่แล้ว ผู้บริโภคบางกลุ่มจึงหันมาใช้เพชรสังเคราะห์ที่ราคาไม่สูงกันมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดเพชรสังเคราะห์ในสหรัฐได้รับความนิยมและเติบโตขึ้น
จริง ๆ เพชรสังเคราะห์มีนานแล้ว และมีความพยายามทำให้คล้ายเพชรแท้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี โดยตอนเข้ามาในตลาดใหม่ ๆ ราคาจะถูกกว่าเพชรแท้ 20-30% แต่ปัจจุบันราคาถูกกว่า 70-90% สะท้อนว่าเป็นลูกค้าคนละกลุ่มและเป็นคนละตลาดกัน
ในขณะที่ De Beers เองก็ผลิตเพชรสังเคราะห์ เพิ่มซัพพลายเข้ามาในตลาด เพื่อทำให้ราคาลดลง ตอกย้ำว่าราคาเพชรสังเคราะห์มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่มีแวลูในอนาคต
ดังนั้น การปรับตัวของราคาเพชรแท้ ทาง De Beers มองว่า จะเกิดขึ้นแค่ระยะสั้น และเป็นการปรับตัวตามกลไกของตลาด จากการที่ราคาพุ่งขึ้นสูงมากในช่วงโรคระบาดโควิด และช่วงระยะเวลานี้ เป็นการปรับตัวในกลับมาในจุดที่ควรจะเป็น จึงเป็นช่วงควรลงทุนหรือเก็บสะสม
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีในทุก ๆ ปี ตลาดเพชรแท้จะมีการปรับราคาขึ้นตามความต้องการในตลาดที่มีมากขึ้น จึงยืนยันได้ว่า เพชรแท้มีมูลค่าในตัวเองที่จะเติบโต จึงเป็นสินทรัพย์ลงทุนได้
แม้ในปัจจุบันเพชรสังเคราะห์จะมีความใกล้เคียงกับเพชรแท้เป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถเทียบเท่าเพชรแท้ได้ คือ มูลค่าในตัวเองที่จะเติบโต โดยคนทั่วโลกไม่ได้มองเพชรสังเคราะห์เป็นการลงทุน จะซื้อขายหรือแม้แต่จำนำก็ทำได้ยาก เพราะไม่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต จากการที่สามารถผลิตเพิ่มได้ไม่จำกัด ต่างจากเพชรแท้ที่นับวันยิ่งหาได้น้อยลง
ดังนั้น เพชรสังเคราะห์อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชื่นชอบเพชรในแง่ของความสวยงาม และไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าในอนาคต แต่หากมองหาเพชรในแง่ของการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต แน่นอนว่า เพชรแท้ตอบโจทย์ได้ดีกว่า
ทั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่า เพชรสังเคราะห์ไม่ได้เกิดมาเพื่อทดแทนเพชรแท้ แต่เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่มีความชอบ และวัตถุประสงค์ที่ต่างกันนั่นเอง
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘ยูบิลลี่’ ชูกลยุทธ์สาขาเยอะกระจายความเสี่ยง ‘โควิด-19’ ใช้ดาต้าดันยอดขาย
- มีแต่คนหลุดโฟกัส! ตั๊ก บงกช อัดคลิปเต้นอ้อนสามี แต่เพชรที่ข้อมือกระแทกตา
- ‘ไพศาล’ ฟันธง แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท งบ 5 แสนล้าน หมุนกลับเข้าคลัง 7 แสนล้าน