Digital Economy

‘เซ็นทรัล’ต่อจิ๊กซอว์ลงทุน‘แกร็บ’ 6 พันล้าน สร้างอีโคซิสเต็มเข้าถึง‘สโตร์-ออนไลน์’

ภายใต้ยุทธศาสตร์ New Central, New Economy ของ “กลุ่มเซ็นทรัล” ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มของไทย ต่อยอดจุดแข็งการเป็นเจ้าของ Physical Platform ค้าปลีก 72 ปี ทั้งแบรนด์ เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ เพาเวอร์บาย  เชื่อมต่อกับ Digital Platform  เพื่อทำให้ทั้งคู่ค้าและผู้บริโภคอยู่ใน “อีโคซิสเต็ม เซ็นทรัล” ทุกเซอร์วิส

ความคลื่อนไหวสำคัญในการก้าวเดินตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว  ปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศร่วมทุนกับยักษ์อีคอมเมิร์ซจีน JD.com ลงทุน มูลค่า 17,500 ล้านบาท (ราว 500 ล้านดอลลาร์) ตั้งบริษัท เจดี เซ็นทรัล จำกัด เพื่อรุกตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ภายใต้แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส JD.co.th

การร่วมทุนกับ เจดีดอทคอม แบ่งเป็นการลงทุน อีคอมเมิร์ซ  50% และอีก 50% เป็นการลงทุน  FinTech ผ่าน “เซ็นทรัล เจดี มันนี่” บริษัทในเครือของ เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง ที่ได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวบริการ “ดอลฟิน วอลเล็ท” (Dolfin Wallet) แอพพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญสร้างอีโคซิสเต็มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ทศ จิราธิวัฒน์

ลงทุน “แกร็บ” 6 พันล้านเชื่อม O2O

วันนี้ (31 ม.ค.) กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ (แกร็บ) ผู้นำแพลตฟอร์ม O2O (Online to Offline)ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลงทุนใน แกร็บ ประเทศไทย มูลค่า 6,000 ล้านบาท (ราว 200 ล้านดอลลาร์) เข้าถือหุ้นแบบไม่มีอำนาจควบคุมในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “แกร็บ” ถือเป็น Rising Star ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เริ่มจากสตาร์ทอัพ ในปี 2556 ใช้เวลาเพียง 7 ปี ก้าวสู่ธุรกิจที่โดดเด่นของภูมิภาคนี้ ที่มีธุรกิจอยู่ใน 8 ประเทศ

“การเข้ามาลงทุนใน แกร็บ ประเทศไทย ด้วยมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทของกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นเป็นการร่วมมือของผู้นำค้าปลีกในประเทศไทย กับระดับธุรกิจ ริจิทัล แชมเปี้ยน”

ปัจจุบันเซ็นทรัลเป็นธุรกิจที่มีอายุ 72 ปี เป็นผู้ลงทุนใน Physical Platform  โดยขยายสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 70 จังหวัด นั่นหมายถึงคนไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยกว่าปีละ 40 ล้านคน สามารถเข้ามาในสโตร์ทุกแบรนด์ของกลุ่มเซ็นทรัล ผ่านบริการเดินทางของแกร็บ ที่จะใช้เวลาเพียง 30 นาที เท่านั้น เนื่องจากค้าปลีกในกลุ่มเซ็นทรัล มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นความร่วมมือเพื่อมุ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมค้าปลีกและการบริการของไทยให้เติบโต

ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัล ได้เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจสร้างสรรค์  “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม”  เช่นเดียวกับแกร็บ ที่ได้เริ่มจากบริการเดินทาง  ไปสู่ Tech Company  เพื่อสร้าง ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ให้บริการครบวงจร ทั้งการเดินทาง บริการส่งอาหาร  โลจิสติกส์  เพย์เม้นต์ รวมทั้งเซอร์วิสอื่นๆ  ซึ่งเป็นบริการที่สามารถเชื่อมต่อกับธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาที่ห้าง หรือใช้บริการสั่งสินค้าเพื่อให้จัดส่งไปที่บ้าน  ทั้งสินค้า grocery , ร้านอาหารของกลุ่มเซ็นทรัล, ร้านอาหารของผู้ประกอบการอื่นๆ ที่อยู่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งจะเชื่อมต่อกับระบบเพย์เม้นต์ของเซ็นทรัลและแกร็บ

อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทย คือ ภาคบริการ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีการจ้างงานมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลถือเป็นผู้เล่นหลักการลงทุนด้าน Physical Platform ที่มีการจ้างงานจำนวนมาก เพราะสินค้าที่จำหน่าย 90% เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ดังนั้นหากภาคบริการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้ามาขยายธุรกิจ จะทำให้ธุรกิจเติบโตและเกิดการจ้างงานจำนวนมาก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัว

สร้างอีโคซิสเต็ม “เซ็นทรัล”

ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่าการเลือกลงทุนใน แกร็บ ประเทศไทย เพื่อต้องการสร้าง “ดิจิทัล แพลตฟอร์ม” ที่จะช่วยสร้างธุรกิจและการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย โดยไม่ต้องการเป็นเพียงนักลงทุนผ่านแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ เท่านั้น

การเป็นพันธมิตรกับแกร็บ จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงลูกค้าแบบ “ออมนิ แชนแนล” ทุกช่องทาง และสร้างสรรค์ประสบการณ์ “เซ็นทรัล-เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Central-Experience) ที่จะเชื่อมโยงทุกบริการออฟไลน์และออนไลน์ให้อยู่ในอีโคซิสเต็มของเซ็นทรัล

“เราอยู่ในยุค Connected  ที่ต้องเชื่อมบริการทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นการส่งต่อลูกค้าหรือออร์เดอร์สินค้าระหว่างกันแบบไร้รอยต่อ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ทั้งภาคค้าปลีกและเซอร์วิสเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มเซ็นทรัลและแกร็บ ทั้งพันธมิตร คู่ค้า ผู้เช่า ทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอี ทุกรายจะได้ประโยชน์จากการอยู่ในอีโคซิสเต็มเดียวกัน เพราะผู้บริโภควันนี้ต้องการเซอร์วิสทุกอย่างมากขึ้นผ่านช่องทางเดียว ถือเป็น “จิ๊กซอว์” การเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม O2O ของเซ็นทรัลสู่ “ซูเปอร์แอพ” ของแกร็บ ที่จะให้เซอร์วิสครบวงจร ดังนี้

ภาพจากเฟซบุ๊ก Grab
  • บริการส่งอาหาร จากร้านอาหารและแบรนด์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล  ผ่านบริการ  “แกร็บฟู้ด” เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มความหลากลายของเมนูอาหาร ขนม และเครื่องดื่มให้ลูกค้าแกร็บ  ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มออร์เดอร์และยอดขายของร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลในช่วงที่ไม่ใช่เวลาพีคของหน้าร้าน  เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งทุกฝ่าย
  • บริการโลจิสติกส์  ส่งพัสดุออนดีมานด์และส่งพัสดุด่วนสำหรับธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัลและพาร์ทเนอร์ ผ่านบริการ “แกร็บเอ็กซ์เพรส” ที่จะช่วยส่งสินค้าจากบริการ แชท&ช้อป บริการส่งสินค้า non food
  • บริการเดินทาง ให้แก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยว ในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมในเครือบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล

ชูจุดแข็ง “ส่งด่วน” เชื่อมทุกจุดใน 30 นาที

ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัล ได้สร้างดิจิทัล แพลตฟอร์ม เพื่อก้าวสู่ “ดิจิทัล ไลฟ์สไตล์” ไว้พร้อมแล้ว ความร่วมมือกับ “แกร็บ” ในทุกบริการ จึงสามารถเชื่อมต่อกับระบบเพย์เม้นต์ ผ่านอีวอลเล็ท ทั้งของเซ็นทรัลและแกร็บได้ทันที  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสด  โดยทุกอย่างจะอยู่ใน “เซ็นทรัล อีโคซิสเต็ม” ทั้งหมด

ในธุรกิจจัดส่งอาหารที่แข่งขันกันเรื่อง “ส่งด่วน” (Speed) ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลเองมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ 70 จังหวัด เมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า สามารถส่งสินค้าได้จากสาขาที่ใกล้ที่สุด จึงมีความได้เปรียบเรื่องสปีด ที่ถือเป็นจุดได้เปรียบในการทำธุรกิจนี้

ด้วยเครือข่ายค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัล ผู้บริโภคที่ใช้บริการแกร็บจะใช้ระยะเวลา 30 นาที เดินทางมาห้างหรือศูนย์การค้ากลุ่มเซ็นทรัล และระยะเวลา 30 นาที การส่งอาหารหรือสินค้าจากกลุ่มเซ็นทรัลถึงมือลูกค้า หรืออาจเร็วกว่านั้น

“วันนี้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้ชีวิตอยู่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์  การลงทุนในแกร็บ เป็นการดึงทราฟฟิคจากออนไลน์มายังสโตร์และให้บริการแบบไร้รอยต่อผ่านออมนิ แชนแนล จะซื้อสินค้าผ่านช่องทางใดก็จะอยู่ใน อีโคซิสเต็มของเราทั้งหมด  เซ็นทรัลที่อยู่มากว่า 72 ปี เราต้องการเป็นแบรนด์ประจำบ้านที่ลูกค้านึกถึงไม่ว่าต้องการอะไรก็ตาม”

ญนน์ บอกว่าแต่ละปีเซ็นทรัลจะลงทุนเฉลี่ย 40,000-50,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับโอกาสในแต่ละปี โดยมีการลงทุนทั้ง Physical Store และการลงทุนด้านเทคโนโลยี  ในภาวะที่จีดีพีประเทศเติบโต 3.5-4%  หากค้าปลีกต้องการเติบโตสูงกว่าจะต้องลงทุนใหม่ผ่านเทคโนโลยี ที่จะผลักดันการเติบโตทั้งฝั่งออฟไลน์และออนไลน์  ปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าเติบโต 12-15%

ปี 2561 กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าหมายยอดขายไว้รวม 397,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% แบ่งเป็น ยอดขายในประเทศไทย 72%, ยุโรป 15% และเวียดนาม 13%

ญนน์ โภคทรัพย์-ธรินทร์ ธนียวัน

“แกร็บ”ชูเซอร์วิส O2O    

แอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง แกร็บ กล่าวว่า การลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลในแกร็บ ถือเป็นความร่วมมือของสองบริษัทผู้นำในตลาด ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก และแกร็บ ผู้นำด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค ที่จะช่วยสร้างการเติบโตในบริการต่าง ๆ ของแกร็บ ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหาร การส่งพัสดุ และการเรียกรถโดยสาร

ทางด้าน ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่าปีที่ผ่านมา “แกร็บ”เติบโตแบบก้าวกระโดดในทุกบริการมากกว่า “เท่าตัว” โดยเฉพาะบริการสั่งอาหาร “แกร็บฟู้ด” มียอดการสั่งอาหารถึง 3 ล้านออร์เดอร์ บริการเดินทาง 1 แสนเที่ยว  ขณะที่บริการรับส่งของด่วน “แกร็บเอ็กเพรส” เติบโตกว่า 2 เท่า ใน 6 เดือนหลังจากที่เปิดให้บริการ

นอกจากนี้แกร็บได้สร้างสถิติการเดินทางครบ 3,000 ล้านเที่ยวทั่วภูมิภาคเอเชียไปเมื่อเร็วๆ นี้ และแอพพลิเคชั่นแกร็บมียอดดาวน์โหลดบนโทรศัพท์มือถือกว่า 130 ล้านเครื่อง เชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ คู่ค้า และตัวแทนต่างๆ กว่า 8.5 ล้านราย  โดยแกร็บให้บริการด้านการเดินทางแบบออนดีมานด์ที่มีความหลากหลาย นอกเหนือไปจากบริการส่งอาหารและพัสดุ

การให้บริการของแกร็บมองเรื่อง O2O ด้วยเซอร์วิสไร้รอยต่อ โดยการร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งมีสินค้าทุกอย่างในฝั่งออฟไลน์ ที่ลูกค้าต้องการ จะทำให้ทั้ง 2 แพลตฟอร์มสร้างธุรกิจให้เติบโตในประเทศไทย

Add Friend Follow
RATTIYA ANGKULANON