ดูหนังออนไลน์
Politics

ชู 5 สีแนะประชาชนลด-งดพฤติกรรมเสี่ยงฝุ่นละออง



วันนี้ (15 ม.ค.) ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ และสาธารณสุข (EOC) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันติดตาม และหารือถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กใน กทม.และปริมณฑล เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต หัวหน้ากลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฯอีกครั้งหลังจากเปิดใช้ครั้งแรกในช่วงเหตุการพายุปาบึก เพื่อบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงานร่วมกัน รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาล และติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ รวมถึงติดตามข้อมูลที่มาจากช่องทางอื่น เช่น โซเชียลมีเดีย ที่อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน และทำการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน

หน้ากาก N 95 ไม่ใช่คำตอบเดียว

โดยยอมรับว่าบางเรื่อง เกิดความตระหนก เช่น การใช้หน้ากาก N 95 ซึ่งประชาชนจำนวนมากหวาดกลัว และตามหาซื้อมาใช้ เพราะคิดว่าเป็นคำตอบเดียวที่จะใช้ในการป้องกัน แต่ความจริงแล้ว การใช้หน้ากากเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง และหากใส่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีผลป้องกันฝุ่นละออง เพราะต้องใส่ให้แน่นมากพอ

ทั้งนี้ย้ำว่าหากหาซื้อ N 95 ไม่ได้ หน้ากากอนามัยทั่วไป กันฝุุ่นได้ 40-50% สามารถป้องกันได้ระดับหนึ่ง หากเอาทิชชูแปะไว้อีกชั้นด้านใน ก็ป้องกันได้เพิ่ม เพราะ N 95 ราคาแพง ถ้าไปหาซื้อตอนนี้อาจถูกโก่งราคาได้

“ไม่แนะนำให้ต้องซื้อ N 95 เท่านั้น  เพราะมีทางเลือกอื่นๆ มาตรการสำคัญ คือ ต้องหลีกเลี่ยง รวมถึงลดการปะทะกับฝุ่นละออง และปรับพฤติกรรม เช่น เคยพาเด็กเล็กไปตากลม ก็ต้องงด หรือ งดวิ่งออกกำลังกาย ในพื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่น เป็นต้น ที่สำคัญจะทำมาตรการใดก็ตามต้องพิจารณาสถานการณ์ให้ดี เช่น ไม่ได้อยู่โซนสีแดง แต่ใส่หน้ากากตลอดเวลา ก็ไม่จำเป็น โดยเฉพาะ N 95 ใส่เกิน 20-30 นาที ก็จะหายใจลำบากแล้ว  “

ทั้งนี้ยืนยันว่า ทุกมาตรการต้องมาประมวลและใช้ร่วมกัน หน้ากากก็ป้องกันได้ส่วนหนึ่ง วิธีการสำคัญ คือ ประชาชนต้องติดตามสถานการณ์ และหลีกเลี่ยงที่จะไม่ไปในจุดที่มีภาวะฝุ่นมากเกินไป

5 สีบอกค่าระดับฝุ่น

โดยที่ผ่านมากรมอนามัยได้ประกาศค่าเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก แบ่งเป็น 5 สีตามระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้น ประกอบด้วย  บอกชัดเจนถึงระดับ ประกอบด้วย

  1. สีฟ้า ระดับค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชม. 0-25 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.เป็นระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
  2. สีเขียว ระดับ 26-37 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.มีผลต่อสุขภาพเล็กน้อย
  3. สีเหลือง ระดับ 38-50 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.มีผลต่อสุขภาพมากขึ้น
  4. สีส้ม ระดับ 50-90 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง
  5. สีแดง ระดับ เกิน 90 ไมโครกรับมต่อลบ.ม. เป็นระดับที่มีผลต่อสุขภาพมาก

โดยกรมอนามัยได้วางมาตรการตอบโตตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2561 เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมควบคุมมลพิษ  และสำรวจตรวจวัดตลอดเวลา และตอนนี้ยังคงดำเนินการอยู่ สำหรับมาตาการต่างๆเพื่อบรรเทาสถานการณ์นั้น จะเป็นไปตามกฎกติกาจากมาตรการเบาไปหนัก หลายคนต้องการให้ใช้มาตรการบังคับ เช่น กำหนดให้รถวิ่งวันคู่วันคี่ หยุดโรงเรียน ห้ามกิจกรรมเลย เห็นว่าวันนี้อาจยังไม่จำเป็น

ขอประชาชนตามสถานการณ์ 2 แหล่งเท่านั้น

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า  อากาศที่ปิด ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง กรมควบคุมมลพิษ และกทม. ซึ่งได้นำเครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัยมาใช้งาน  ทำให้เริ่มสามารถตรวจวัดค่าฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ วันนี้เราจึงสามารถตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ได้

สำหรับการตวจวัดวันนี้ ทั้งกทม.พบว่าในเส้นทางจราจรมี 22 เขตเกินมาตรฐาน โดยมีระดับค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน หรือ เกิน 50  ไมโครกรัมในช่วง 7.00 น.หรืออยู่ที่ระดับ  46-90 ไมโครกรัม  แต่ตอน 11.00 น. เหลือ 78 ไมโครกรัม อาจมาจากฝน หรือการเปิดของอากาศ ซึ่งจะเป็นลักษณะขึ้นๆลงๆอย่างนี้ทั้งวัน ไม่ได้อยู่ในระดับสูงตลอดวัน

ดังนั้นจึงฝากให้ประชาชนติดตามดูข้อมูลคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และกทม. ซึ่งเป็นแหล่งที่อ้างอิงได้ เพื่อไว้เป็นข้อมูลดูแลป้องกันตัวในวันต่อๆไป  สำหรับการกำหนดการเดินรถวันคู่วันคี่นั้น ตอนนี้ประชาชนยังไม่มีทางเลือก อาจต้องรอให้รถไฟฟ้าแล้วเสร็จท้ั้งหมด แล้วอาจนำมาใช้ในอนาคต

ยังไม่ถึงขั้นใช้มาตรการบังคับ

ด้าน นพ.สุนทร สุนทรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมาผู้ว่ากทม.ได้ประชุมทุกหน่วยงาน ละมาตรการออกมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเข้มงวดกับรถควันดำ เพราะฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น มาจากรถยนต์ รวมถึงการคืนพื้นที่ก่อสร้าง ให้เน้นการเผาวัสดุในที่โล่งแจ้ง และให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไปช่วยลดฝุ่นละออง เช่น การพ่นละอองน้ำ ซึ่งก็ช่วยได้บางส่วน ด้านการแพทย์ให้หน่วยปฏิบัติงานออกให้คำแนะนำกับประชาชนที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาล

ทั้งนี้ยืนยันว่า สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองในประเทศไทยมักจะเกิดเป็นประจำทุกปีในช่วงนี้ที่อากาศปิด และยังไม่เคยแตะ 200 ไมโครกรัมอย่างในหลายประเทศ  บางพื้นที่แตะสีแดง หรือค่าเกิน 90 ไมโครกรัม แต่เป็นช่วงๆ ไม่ได้เป็นตลอดวัน การเรียกว่าเข้าขั้นวิกฤตได้ต้อง มีค่าเกินมาตรฐาน 3-4 วันติดต่อกัน และเมื่อถึงตอนนั้นการทำมาตรการบังคับ ซึ่งต้องรอนสิทธิประชาชนจึงจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ เช่น กำหนดให้รถวิ่งวันคู่วันคี่ หรือห้ามรถใช้ดีเซลวิ่ง  สถานการณ์ขณะนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การขอความมือให้ช่วยกันลดผลกระทบ ในส่วนของกทม.ก็พยายามเพิ่มพื่้นที่สีเขียวด้วย ทำให้อุณภูมิของเมืองลดลง ขณะเดียวกันก็ลดฝุ่นได้ด้วย

แนะลด/งดพฤติกรรมเสี่ยงตามค่าฝุ่น

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนมัย ระบุว่า กรมอนามัยเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระบวนการทำงาน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพราะทราบดีว่า ในช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องมกราคมของทุกปี จะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองสะสม และมีผลต่อสุขภาพ โดยมีการเฝ่าระวัง และแผนเตรียมการตั้งแต่  15 ธันวาคม 2561 โดยใช้แหล่งข้อมูลจากกทม.และกรมควบคุมมลพิษ และมาออกประกาศค่าเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กในบรรยากาศ และแจ้งเตือนประชาชนมาตามลำดับทุกวัน เพื่่อให้ระวังในการใช้ชีวิตในเขตพื่นที่ทีที่เป็นปัญหา

โดยยืนยันว่าจากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องมาทุกวัน ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานแตะสีแดง  2-3 เขต และไม่ได้มีค่าสูงตลอดทั้งวัน

อย่างไรก็ตามกรมอนามัย แนะนำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ว่า อยู่ในจุดเสี่ยงหรือไม่ เพราะจุดที่แตะสีแดงจะซ้ำๆ เช่น จตุจักร หรือ พระราม 3 หากไม่มีภารกิจเข้าไป ก็ไม่ควรเข้าไปในพื้นที่เสียง หากจำเป็นต้องใช้เวลาสั้นๆ ก็ไม่ควรอยู่ในที่โล่งแจ้ง  ให้อยู่ในอาคาร สำหรับกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และตั้งครรภ์ ต้องลดกิจกรรมให้เหลือน้อยที่สุดหากเขตที่อยู่แตะสีส้ม  ให้อยู่ในบ้าน และดูแลสุขภาพของตนเอง

ทั้งนี้ให้สังเกตอาการของตนเองด้วย  หากมีออาการ 2-3 อย่างต่อไปนี้ให้ปรึกษาแพทย์ ได้แก่ ไอ หายใจไม่เต็มที่ สงสัยว่าเป็นผลมาจากสุขภาพหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์ได้ ส่วนกลุ่มป่วย ทางเดินหายใจ และหัวใจ แนะนำให้ดูแลอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด ปรึกษาแพทย์ หากมีการเปลี่ยนแปลงภาวะโรคให้พบแพทย์โดยเร็ว

“หากอยู่ในพื้นที่สีแดง การหายใจเข้าไปก็มีโอกาสรับฝุ่นขนาดเล็ก แต่จะบอกว่าเสี่ยงแล้วเกิดโรคก็ไม่ใช่ทั้่งหมด มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามกระทรวงก็ต้องการลดทุกปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรค ซึ่งครั้งนี้ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากประชาชน”

โดยขณะนี้กรมอนามัยมุ่งสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์ฝุ่น และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง โดยประกาศค่าเฝ้าระวัง เป็น 5 สี ตามระดับความเสี่ยงของสุขภาพ สีส้ม และสีแดง เป็นสีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยคุณภาพระดับสีสัม หรือ ค่าฝุ่นเกิน 50 ไมโครกรัม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม และออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่หากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีแดง หรือค่าฝุ่นเกิน 90 ไมโครกรัม เป็นระดับที่มีผลต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไปควรลด หรืองด และกลุ่มเสี่ยงให้งดการทำกิจกรรมและออกกำลังกายกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กเมื่อออกนอกบ้าน ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น

ผู้ทำงานกลางแจ้งให้ป้องกันตนเอง

ส่วนหน้ากากกันฝุ่นนั้น ขอให้ประเมินตนเอง ว่ามีความเสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น อยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาที่มีค่า PM 2.5 สูง และกลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ต้องทำงานหนักกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่น ตำรวจจราจรที่ทำงานกลางแจ้ง วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนงานที่ทำงานก่อให้เกิดฝุ่น เป็นต้น ควรสวมหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ตั้งแต่ N 95 ขึ้นไป สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด ควรปรึกษาแพทย์

อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าต้องใส่ให้ถูกวิธี เพราะประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ที่ตัวหน้ากาก หากใช้ไม่ถูก ก็ไม่ต่างจากหน้ากากทั่วไป และขอย้ำว่าให้ใช้ชั่วคราว ไม่ให้ใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ส่วนหน้ากากอนามัยทั่วไปใช้เป็นทางเลือกได้หาก N 95 ไม่มี เพราะช่วยปกป้องได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจไม่เท่า N 95

“มาตรการตอนนี้เป็นไปตามขั้นตอนของวิกฤต บางพื้นที่มีค่าฝุ่นแตะ 100  ไมโครกรัม แต่ก็ไม่ได้อยู่ทั้งวัน และไม่ได้ต่อเนื่อง มาตรการที่เราทำ จึงเน้นการให้ข้อมูล และแจ้งเตือนประชาชนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสียง และเป็นกลุ่มเสียง จีงไม่อยากให้ตื่นตระหนักกับสถานการณ์ เราต้องร่วมมือ เพื่อลดความเสี่ยงด้วยกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง ก็ติดตาม และเฝ้าระวังใกล้ชิด และมีความร่วมมือกันระหว่างหลายภาคส่วน”

และขณะนี้ภาคเอกชนเองก็เข้ามาร่วมมือแล้ว โดยเสนอให้กรมอนามัยออกไปตั้งบูธในพื้นที่ของเขา  เพื่อให้ความรุู้กับประชาชนที่ผ่านไปมา และจะเข้าไปให้คำแนะนำกับเด็กและครูในโรงเรียนต่างๆด้วย ทั้งการปฏิบ้ติตัว และการ มอบคู่มือแผ่นพับต่างๆให้เด็กนำกลับบ้านไปเผยแพร่ต่อให้ผู้ปกครอง

อัตราผู้ป่วยยังไม่เพิ่มจากเหตุฝุ่นปีนี้

นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เรามีการเก็บข้อมูลโรคที่เกิดจากฝุ่น ได้แก่ หอบหืด ปอดอุดกั้น หัวใจและหลอดเลือดในโรงพยาบาล 22 แห่งที่เรามีเครือข่าย เพื่อนำมาประมวลผล ขณะนี้ข้่อมุูลเข้ามาแล้ว 50% พบว่า ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 – ม.ค. 2562 มีผู้ป่วย 364 คนเป็๋นอัตราคงที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น ยังไม่มีการชี้ชัดว่าอัตราป่วยด้วยโรคที่เป็นอันตรายแตกต่างจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจะมีการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อเสนอประชาขนในลำดับต่อไป

นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ย้ำว่า ขอเตือนให้ประชาชนฟังข่าวตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องความเครียดสะสม เพราะรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆก็มีมาตรการต่างๆแก้ไขอยู่แล้ว และสถานการณ์ก็ไม่ได้รุนแรง และกำลังดีขึ้นด้วย หากเครียดสะสมจากเรื่องนี้ และอาจมีเรื่องอื่นๆเข้ามาประกอบด้วย ก็ต้องรู้จักผ่อนคลาย หายใจเข้าออกช้าๆ ลำดับความคิด สุขุม ส่วนคนที่เครียด จากการมีประวัติใช้สารเสพติดมาก่อน ให้พบแพทย์ ขอย้ำว่า การฟังข้อมูลข่าวสารนั้นต้อง “ตระหนัก แต่อย่าตระหนก”

 

 

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB