ดูหนังออนไลน์
General

10 ข่าวเด่นปี  2561

ตลอดปี 2561 มีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กลายเป็นข่าวมีคนติดตามให้ความสนใจอยู่มาก ทั้งที่เป็นเรื่องราวภายในประเทศ และต่างประเทศ  ในวันสุดท้ายของปี 2561 ” The Bangkok Insight “ ขอคัดเลือกข่าวเด่นที่ได้รับความสนใจ หรือมีความน่าสนใจอย่างมาก มาให้ทบทวนกันอีกครั้ง

1. ปรากฏการณ์ “หมูป่า” บันทึกวาระโลก

ปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวง ในการค้นหา “13 ชีวิต ทีมหมูป่าอะคาเดมี” สมาชิกทีมฟุตบอลเยาวชน 12 คน และผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 1 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน -10 กรกฎาคม 2561 รวม 18 วัน กลายเป็นปรากฎการณ์ความร่วมมือ “รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” ของประชาคมโลก ที่ต่างเอาใจช่วยให้ปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จ

ภาพจาก : @Teen Talk (หมูป่า) Academy

ถือเป็นปฏิบัติการระดับโลก ที่ระดมนักดำน้ำฝีมือดีจากต่างชาติ  ซีลไทยในราชการและนอกราชการ รวมทั้งนักดำน้ำจากหน่วยงานต่างๆ รวมแล้วกว่า 200 ชีวิต ในการช่วยเหลือ 13 ชีวิตจากออกถ้ำหลวง และในปฏิบัติการนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน  ที่ช่วยกันทำงานในทุกส่วน

เหตุการณ์บันทึกโลกครั้งนี้ได้สร้าง “ฮีโร่” ที่โลกต้องจดจำ โดยเฉพาะ นาวาตรี สมาน กุนัน  หรือ จ่าแซม อดีตทหารประจำหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) กองเรือยุทธการ ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิตทีมหมูป่า และกลายเป็น “วีรบุรุษถ้ำหลวง” ที่โลกจดจำความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีการสร้างอนุสาวรีย์ นาวาตรีสมาน กุนัน ติดตั้งได้ด้านหน้าศาลาอนุสรณ์สถานถ้ำหลวง เพื่อรำลึกถึงฮีโร่ถ้ำหลวง

ในปฏิบัติการครั้งนี้ ได้สร้างบุคคลสำคัญมากมาย รวมทั้ง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ขณะปฏิบัติการถ้ำหลวง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าจังหวัดพะเยา) ที่เป็นผู้นำในปฏิบัติการถ้ำหลวง ที่สามารถสั่งการได้อย่างรอบคอบ และรัดกุมทุกสถานการณ์

ปรากฏการณ์ “หมูป่า” และปฏิบัติการกู้ภัย “ถ้ำหลวง” กำลังถูกถ่ายทอดเนื้อหาเป็นภาพยนตร์ระดับโลก ที่จะได้เห็นการ “รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” เพื่อช่วยเหลือ 13 ชีวิต ที่กลายมาเป็นบันทึกหน้าสำคัญของโลก

2. ช็อกโลก!!”วิชัย”เสียชีวิต ฮ.ตก

อีกหนึ่งข่าวถือเป็นข่าวดังไปทั่วโลก กับข่าวการเสียชีวิตของ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และเจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้   หลังประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบริเวณลานจอดรถใกล้กับสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม ช่วงหลังจบเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2561 ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศอังกฤษ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 รายด้วยกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว “ศรีวัฒนประภา” รวมไปถึงครอบครัวของของสโมสร  “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ การสูญเสีย นายวิชัย ศรีวัฒนประภา  เป็นกาสูญเสียบุคคลที่เป็นผู้ที่มีจิตใจดี มีความเมตตาและเอื้ออาทรต่อผู้อื่น  นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ถือเป็นผู้ที่ให้กับผู้คนที่เดือดร้อนและขอความช่วยเหลือ โดยไม่แยกแยะว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร แต่เมื่อไหร่ที่ใครได้รับความเดือดร้อนเขาจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ โดยไม่คิดหวังผลอะไรใดๆทั้งสิ้น

ฉะนั้นการสูญ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา สร้างความเสียใจและเสียดายไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น รวมไปถึงผู้คนทั้งโลกที่รักและเคารพ โดยเฉพาะพลเมืองของคนอังกฤษ

3. ประมูลไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน

งานประมูลโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่ฮ็อต และถูกจับจ้องมากที่สุดประจำปี 2561 คงหนีไม่พ้นการประมูลรถไฟความเร็วสูง (Hi-Speed Train) เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นการประมูลรถไฟความเร็วสูงรูปแบบรัฐเอกชนร่วมลงทุน (PPP) เส้นทางแรกของประเทศไทย และยังใช้วงเงินลงทุนสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท

ซีพี ไฮสปีดเทรน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้เปิดขายเอกสารประกวดราคา (TOR) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน-9 กรกฎาคม 2561 ซึ่งก็เอกชนเข้าซื้อทีโออาร์ทั้งหมด 31 ราย แต่สุดท้ายก็จับกลุ่มยื่นประมูลเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ

  • กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ภายใต้การนำของกลุ่มซีพี มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทย
  • กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ นำโดยกลุ่มบีทีเอสของคีรี กาญจนพาสน์ มหาเศรษฐีอันดับ 23 และผู้นำด้านโครงการรถไฟฟ้า

2 เดือนสุดท้ายของปี 2561 นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการลุ้นผลประมูล โดยมีการคาดเดารายชื่อผู้ชนะสลับกันไปมา แต่สุดท้ายร.ฟ.ท. ก็ประกาศว่ากลุ่มซีพีเป็น ผู้ยื่นประมูลที่มีโอกาสสูงสุด เพราะได้ยื่นขอรับการอุดหนุนทางการเงินจากรัฐบาล 117,227 ล้านบาท จากเพดานสูงสุด 119,425.75 ล้านบาท และยังต่ำกว่าข้อเสนอของกลุ่ม บีทีเอสถึง 52,707 ล้านบาท

กลุ่มซีพีจึงถือว่าเอาตัวผ่านเส้นชัยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปเหลือเพียงการเจรจาต่อรองกับคณะกรรมการคัดเลือกฯ จากนั้นก็จะเสนอผลการประมูลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะลงนามสัญญาให้ได้ภายในเดือนมกราคม 2562 ก่อนจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ซึ่งหลายฝ่ายก็ไม่คิดว่า กลุ่มซีพีจะผ่านฉลุยและไม่น่าจะเกิดการพลิกล็อคระหว่างทาง

4. เสือดำต้องไม่ตายฟรี !!

“คดีเสือดำ แห่งทุ่งใหญ่นเรศวร” คดีที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม คดีที่มีกระแสเรียกร้องความยุติธรรม และคดีที่โลกออนไลน์หวังให้เดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา

ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเว๊ลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 4 คน ถูกจับกุม พร้อมซากเสือดำ และซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ถูกชำแหละไม่ไกลจากจุดที่นายเปรมชัย และพวกตั้งแคมป์อยู่ประมาณ 300 เมตร ในบริเวณลำห้วยปะชิ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี

“คดีเสือดำ” มีหลักฐาน 117 รายการ ความสอดคล้องวิถีกระสุนกับอาวุธปืนที่ยึดในที่เกิดเหตุ แต่ผู้ต้องหายังคงปฏิเสธ!!

ศาลจังหวัดทองผาภูมินัดสืบพยานโจทก์ ทั้งหมด 32 ปาก รวม 10 นัด ตั้งแต่วันที่ 27 – 30 พฤศจิกายน 2561 วันที่ 6 – 7 ธันวาคมและวันที่ 11 – 13 ธันวาคมและวันที่ 18 ธันวาคมนี้ โดยในระหว่างการสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ศาลจังหวัดทองผาภูมิ การวางข้อกำหนดเอาไว้ว่า ห้ามฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ นำข้อมูลต่างๆ ในห้องพิจารณาคดีออกมาเผยแพร่ภายนอกโดยเด็ดขาด

ส่วนการสืบพยานจำเลย 16 ปากเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 – 26 ธันวาคมนี้ซึ่งเป็นนัดสุดท้าย และมีการยืนยันว่าศาลจังหวัดทองผาภูมิ นัดแถลงปิดคดีภายในวันที่ 25 มกราคม 2562

5. อาลัยอาวรณ์เขาดิน-สนามม้านางเลิ้ง-อาคารรัฐสภา

ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยน ไม่มีอะไรอยู่จีรังยั่งยืน แม้ทุกคนจะเข้าใจสัจธรรมนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงในหลายสถานที่เก่าแก่ในห้วงเวลาติดๆกัน ทำให้หลายคนทำใจไม่ได้ ถึงขั้นอาลัยอาวรณ์ และวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดียกันถล่มทะลาย

โดยเฉพาะการปิด “สวนสัตว์ดุสิต หรือ เขาดินวนา” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสนามเสือป่า และพระที่นั่งอนันตสมาคม บนเนื้อที่ 118 ไร่ ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2438 หลังจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรกิจการสวนพฤกษชาติของต่างประเทศ

ตำนานสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศไทยที่มีอายุครบ 123 ปีในปี 2561 ที่ช่วยสร้างความผูกพัน ระหว่างรุ่นปู่ย่าตายายกับลูก และรุ่นหลานเหลนเข้าด้วยกัน

แม้ข่าวการย้ายเขาดินจะมีมาเป็นระลอกตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่น้อยคนยากจะทำใจว่า “ประตูของสวนสัตว์”แห่งนี้ต้องปิดลงอย่างถาวรแล้วจริงๆ

การประกาศเปิดทำการสวนสัตว์วันสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 จึงเหมือนย้อนวันเปิดสวนสัตว์ใหม่ๆยังไงยังงั้น เพราะมีประชาชนแห่ไป “เขาดิน” กันอย่างแน่นขนัด ทั้งรุ่นปู่ย่าตายายที่ต้องการมาเห็นเขาดินเป็นครั้งสุดท้าย จากครั้งแรกๆ สมัยยังเด็กๆร่วมกับรุ่นลูกหลานเหลนที่ต้องการมาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ปิดตำนานสวนสัตว์เก่าแห่งนี้เช่นเดียวกัน จนสวนสัตว์ต้องประกาศเลื่อนปิดสวนสัตว์แห่งนี้ไปอีก 1 เดือน แต่สุดท้ายงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา ประตูของสวนสัตว์แห่งนี้ปิดไปแล้วในวันที่ 30 กันยายน 2561

เช่นเดียวกันกับ “สนามม้านางเลิ้ง” ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆกับเขาดิน ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ เปิดสนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธันวาคม 2459 และพระราชทานนามว่า “ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” ก็ได้เวลาต้องอำลาในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยจัดแข่งขันม้านัดสุดท้ายทิ้งทวนไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ฉลองก่อนจะครบอายุ 102 ปี เมื่อ 18 ธันวาคม 2561

การปิดสนามม้านางเลิ้งอาจจะอารมณ์อาจแตกต่างออกไปจากการปิดเขาดิน  เพราะมีบางช่วงที่มีคนต้องการให้สนามม้าแห่งนี้ย้ายออกไป เพราะทราบกันว่า สนามม้ามาคู่กับการพนัน และผู้มีอิทธิพล

แม้จะไม่ใช้คนชอบม้า ไม่ใช่นักพนัน แต่วันสุดท้ายของสนามม้าแห่งนี้ก็มีผู้คนมาร่วมดูม้าแข่งนัดสุดท้ายกันล้นสนาม เพราะว่ากันไปแล้ว บรรยากาศของสนามม้าแห่งนี้ ภาพของม้าวิ่ง กับสนามหญ้าเขียวๆสบายตา และสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่อยู่ตรงนี้มา 102 ปี ก็เป็นวิวสวยๆกลางกรุงเทพชั้นในที่ทำให้ประชาชนที่อยู่โดยรอบ และที่ผ่านไปผ่านมาผ่อนคลาย

แม้จะเสียดาย ทั้งสนามม้าและสวนสัตว์เขาดิน แต่สุดท้ายแสงไฟของทั้งสองแห่งก็ปิดลงไปแล้ว แม้ทุกวันนี้จะยังไม่ถูกทุบทิ้ง แต่ใครผ่านไปผ่านมามองแล้วก็มักให้นึกถึงภาพของช้าง ม้า ยีราฟ ที่เดินผ่านไปมาให้เราได้ยิ้มน้อยๆกับท่าทางของเจ้าสัตว์ที่เป็นมิตรกับเด็กๆเหล่านี้ และคราใดมองสนามม้านางเลิ้ง ก็ยังคงนึกถึงภาพของฝูงม้าแข่งวิ่งอวดท่วงท่าอย่างสง่างามไม่เสื่อมคลาย

นอกจาก 2 สถานที่ข้างต้นแล้ว ปิดท้ายปีอีกจุดที่จะเหลือแต่ประวัติศาสตร์ก็คือ “อาคารรัฐสภา” ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับเขาดิน มา 44 ปี หลังใช้ประชุมสภาครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน 2517 ก็ต้องอำลาไปไล่ๆกับสวนสัตว์ด้วยเหตุผลเดียวกัน อาคารแห่งนี้กำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกกำหนดเวลาที่ต้องปิดประตูอย่างถาวรมานานแล้ว โดยจะใช้เป็นสถานที่เฉพาะประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อออกกฎหมายที่ค้างอยู่ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เท่านั้น

สิ่งสำคัญที่จะหายไปพร้อมกับอาคาร ที่ทำให้ข้าราชการรัฐสภาที่ทำงานมาหลายปี และคนไทยหลายๆคนต้องจุก ก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 สัญลักษณ์แห่งการได้มาซึ่งประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า จะทำพิธีบวงสรวงในวันที่ 5 มกราคม 2562 เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่

เรื่องนี้ประเด็นยังไม่จบ เพราะกรมศิลปากรมีแผนที่จะจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์องค์ใหม่ขึ้นมาแทนองค์เดิม แต่มีการขอให้ทบทวน เพราะองค์เดิมเป็นที่สักการะบูชาของผู้คนมายาวนาน และเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินมาติดตามการจัดสร้างด้วยพระองค์เอง

ส่วนบ่อปลาคาร์ฟหน้าตัวอาคารที่มีปลาถึง 581 ตัวสีสรรสดใสแวกว่ายสวยงาม อีกจุดไฮไลท์ของอาคารรัฐสภา ที่ใครไปใครมา โดยเฉพาะคนที่ต้องมาประชุม หรือชี้แจงต้องนัดกันตรงนี้ก่อนเข้าไปอาคารรัฐสภาก็ต้องอันตรธานหายไปด้วย ว่ากันว่าฝูงปลาที่มีอยู่จำนวนมากนั้น ยังไม่ลงตัวว่าจะทำอย่างไร เพราะค่อนข้างมีราคาค่างวดอยู่

ภาพประชาชนที่มาประท้วงทั้งมาแรงมาเบา ทั้งกลุ่มใหญ่กลุ่มย่อย ได้รับความสนใจบ้าง ไม่ได้รับความสนใจบ้าง หน้าอาคารแห่งนี้ ที่เห็นจนชินตาในยุคก่อน หวังกดดันตัวแทนของคนไทยอย่างสส.หรือสว. ให้รับใช้ประชาชนดั่งที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ ก็คงเหลือเพียงความทรงจำ ให้ผู้คนได้นึกเสมอว่าแท้จริงแล้ว “ประชาธิปไตย” คือ อะไร

 6. ลุ้นแล้วลุ้นอีกประมูล “แหล่งเอราวัณ-บงกช”

เป็นอีกการประมูลที่ลุ้นกันตัวโก่ง สำหรับแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช (แปลงหมายเลข G1/61 และ G2/61) ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2565 และ 2566 กว่าจะจบได้ครม.ต้องไปอนุมัติถึงจังหวัดขอนแก่น ในวาระการประชุมครม.สัญจร 13 ธันวาคม 2561 จากก่อนหน้านี้เข้าครม.มารอบหนึ่งแล้วเมื่อ 4 ธันวาคม แต่ต้องแห้ว ทำได้เพียงจ่อคิว ไม่ถูกจัดเข้าวาระพิจารณา

ผลการประมูลที่ปตท.สผ.ได้สิทธิทั้งสองแหล่ง ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ แม้จะเป็นตัวเก็ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่ายักษ์อย่างเชฟรอนเจ้าของเดิมในแหล่งเอราวัณจะพ่ายแพ้ได้  ทำให้ปตท.สผ.กินรวบทั้งแปลงเอราวัณที่ประมูลในนาม บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด  ร่วมกับ บริษัท เอ็มพี จี 2  (ประเทศไทย) จำกัด และแปลงบงกชที่ประมูลแบบข้ามาคนเดียวในนาม บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

ถือว่าการประมูลครั้งนี้ ประวัติศาสตร์วงการพลังงานต้องจารึก เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย นำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) มาใช้กับแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทย แทนระบบสัมปทานที่ใช้มากว่า 30 ปี

ดังนั้นผลการประมูลครั้งนี้ ไม่ใช่งานสบายสำหรับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติที่ต้องจับเนื้องานต่อ เพราะระบบพีเอสซี ภาครัฐต้องเข้าไปกำกับชนิดประชิดตัว ต้องมีส่วนร่วมในการอนุมัติแผนงาน งบลงทุน ตลอดจนการดำเนินงานต่างๆร่วมกับผู้ได้รับสัญญา ขณะที่ระบบสัมปทาน รัฐให้สิทธิเอกชนดำเนินการทั้งหมด รัฐรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากค่าภาคหลวง ค่าภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษอื่นๆเท่านั้น

และแม้จะจบแหล่งเอราวัณ-บงกชแล้ว แต่กระทรวงพลังงานก็ยังหายใจไม่ทั่วท้อง ต้องลุ้นการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งใหม่ซิงๆรอบต่อไป หลังจากประมูลรอบ 21 ต้องแขวนแล้วแขวนอีกมาหลายปี แต่ในวงการก็มีความเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีชื่อ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หวังใจได้ว่าเปิดประมูลได้แน่นอน เพียงแต่อาจต้องไปดูหมอแม่นๆ หาเลขใหม่ที่ถูกโฉลกสักหน่อย เปลี่ยนชื่อจากรอบ 21 เป็นเลขอื่น หรือตั้งชื่อใหม่ แก้เคล็ดแบบไทยแลนด์โอนลี่รับรองผ่านฉลุย

7. มาตรการแจกแหลก!!

แม้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่านโยบายล่าสุดของรัฐบาลไม่ใช่ “นโยบายประชานิยม” ประโคมหาเสียงก่อนเลือกตั้ง พร้อมขอความร่วมมือว่าอย่าใช้คำว่า “แจกแหลก” ด้วยนั้น

แต่หากพิจารณานโยบายที่ออกมา คงต้องทำใจให้เชื่อสักนิดว่าไม่ใช่การ “แจกแหลก” เพราะเล่นทุ่มเงินเกือบแสนล้านบาทโปรยไปให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนมากมายขนาดนั้นจะไม่คิดได้อย่างไร

มาตรการแรก “มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา” งบประมาณ 27,060 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยกรณีค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 ระยะเวลา 10 เดือน ครอบคลุม 8.2 ล้านครัวเรือน

“มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปี” ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ งบประมาณ 7,250 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีเงินในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม 2561 เป็นจำนวน 500 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยในช่วงปลายปี 2561 ครอบคลุม 14.5 ล้านครัวเรือน

“มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย” งบประมาณ 3,500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลโดยผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยจะได้รับเงิน 1,000 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) ครอบคลุม 3.5 ล้านคน

“มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย” งบประมาณ 920 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยเป็นจำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 10 เดือน ครอบคลุม 2.2 – 2.3 แสนคน

ขณะที่ “โครงการบ้านล้านหลัง” วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เป็นอีกหนึ่งโครงการของรัฐบาลที่หวังให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่พักอาศัย โดยปล่อยกู้บ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ผ่อนยาว 40 ปีในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี

8. “สื่อขาลง” ลดต้นทุน-ปลดคน

ต้องเรียกว่าเป็นปีที่หนักหนาของอุตสาหกรรมสื่อ ที่แสดงอาการอย่างชัดเจน แม้กระทั่งสื่อยักษ์หนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของประเทศ “ไทยรัฐ” ยังต้องประกาศลดต้นทุน ด้วยการเปิดโครงการสมัครใจลาออก กระแสข่าวว่าต้องการลดกำลังคนราว 15% ของจำนวนที่มีอยู่เลยทีเดียว

เช่นเดียวกับ “ช่อง 3” ฟรีทีวีเบอร์สอง ที่เริ่มระส่ำหลังยุคทีวีดิจิทัล เพราะแบกต้นทุนไว้ถึง 3 ช่อง ขณะที่คู่แข่งเพิ่มขึ้น เรตติ้งจึงไม่เปรี้ยงเหมือนในอดีต รายได้จึงอยู่ในภาวะถดถอย และเริ่มเห็นตัวเลขขาดทุน จึงต้องใช้มาตรการลดต้นทุนเช่นเดียวกับสื่อทีวีและสิ่งพิมพ์ ด้วยการประกาศลดพนักงาน ตัวเลขน่าจะใกล้เคียงหลักร้อยคน

ธุรกิจสื่อปลดคนปี 2561

ก่อนหน้านี้ ทีวีดิจิทัล หลายช่อง ได้ใช้มาตรการลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงานมาแล้วอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 แม้ กสทช.จะจัดแพ็คเกจชุดใหญ่ออกมาอุ้มหลายครั้ง แต่ด้วยจำนวนช่องที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากถึง 4 เท่าตัว จากยุคอนาล็อก และเม็ดเงินโฆษณาไม่ได้โตตาม อีกทั้งยังมีสื่อออนไลน์ เข้ามามีบทบาทสำคัญ “การอยู่รอดครบทุกช่อง ยังต้องลุ้นต่อไป”

ที่ผ่านมา กลุ่มสื่อดั้งเดิม  ต้องบอกว่าอยู่ในภาวะถดถอยมาอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยทุกวัย ปัจจุบันประชากรไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสัดส่วนกว่า 80% โดยเฉพาะโมบาย อินเทอร์เน็ต

โฆษณานิตยสาร-หนังสือพิมพ์ ปี 2553-2562

สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งนิตยสารและหนังสือพิมพ์ เป็น 2 สื่อแรกที่เม็ดเงินโฆษณาซบเซามากที่สุดตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “นิตยสาร” ทยอย “ปิดตัว” มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหัวไทย และหัวต่างประเทศ จากปัจจัยผู้อ่านลดลง เม็ดเงินโฆษณาหดหาย  เห็นได้ว่าปี 2553 มูลค่าโฆษณานิตสารอยู่ที่  5,655 ล้านบาท เติบโต 4.22% แต่นับจากปี 2557 มูลค่าลดลงในอัตราสูง  คาดการณ์ปี 2561 จะอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท ลดลง 34%  และปี 2562 มูลค่าอยู่ที่  845 ล้านบาท ลดลง 35%  สถิติย้อนหลังช่วง 10 ปีนี้ เม็ดเงินโฆษณานิตยสารหายไปแล้วราว 5,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับสื่อ “หนังสือพิมพ์” นับจาก ปี 2556 ที่มีมูลค่าสูงสุด 15,258 ล้านบาท  เติบโต 0.49%เมื่อสื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมโฆษณา ทำให้เม็ดเงินโฆษณาสื่อดั้งเดิมชะลอตัวลง

ตั้งแต่ปี 2557 โฆษณาหนังสือพิมพ์ถดถอยในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง  ปี 2561 คาดการณ์โฆษณาหนังสือพิมพ์อยู่ที่ 6,100 ล้านบาท ลดลง 21%  และปี 2562  มูลค่าอยู่ที่ 4,575 ล้านบาท ลดลง 25%  และยังมีแนวโน้มลดลงต่อไป

สถานการณ์ที่รายได้โฆษณาลดลง และยังไม่เห็นโอกาสกลับมาเติบโต จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งสื่ออื่นๆ ต้องปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน เพื่อโอกาสไปต่อ  ปี 2561 จึงเห็นปรากฎการณ์ทั้งสื่อปิดตัว และประกาศลดคน ไม่เว้นแม้แต่ “สื่อรายใหญ่”

9. “โดนัลด์ ทรัมป์” ป่วนโลก

ตลอดทั้งปี 2561 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้ทำให้ทำเนียบขาว และสหรัฐกลายเป็นแหล่งสร้างภาพวะไร้เสถียรภาพ เรื่องราวเหนือความคาดหมาย และความยุ่งยากต่างๆ นานา

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ถือเป็นฝันร้ายที่กลายเป็นจริง ในหลายเรื่องที่ชาวอเมริกัน และทั่วโลกพากันหวาดวิตกตั้งแต่ที่เขาคว้าชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

โดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์มักทำให้ชาวอเมริกันสะดุ้งเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในเรื่องของคำพูดที่หลายคนมองว่าไม่ควรออกจากปากของผู้นำประเทศ และ ข้อกล่าวหาที่ระบุว่า ทีมงานของทรัมป์ อย่างน้อย 16 คน ติดต่อกับชาวรัสเซียจำนวนหนึ่ง ในช่วงที่เขาหาเสียง หรือในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ

นอกเหนือจากเรื่องนโยบายผู้อพยพ ที่ทำให้เกิดเสียงโจมตีอย่างมาก จากการแยกเด็กหลายร้อยคน จากพ่อแม่ผู้อพยพที่มีเอกสารเข้าประเทศไม่ถูกต้อง และการปิดกั้นชายแดน ที่ล่าสุดทำให้เด็กผู้อพยพเสียชีวิตไป 2 รายแล้ว

เขายังสร้างความหวาดผวาให้กับประเทศคู่ค้า ด้วยการจัดเก็บภาษีทุ่มตลาดในสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ที่กลายเป็นสงครามการค้ายืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งยังเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลกหนักขึ้นไปอีก จากการแสดงท่าทีว่าอยากปลดเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากที่เฟดยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่เขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

10.  สัมพันธ์รัก สงกรานต์ เตชะณรงค์- แมท ภีรนีย์

ปี 2561 ข่าวบันเทิงที่ฮอตที่สุดคงจะเป็นประเด็นความสัมพันธ์ของพ่อม่าย “สงกรานต์ เตชะณรงค์” อดีตสามีของ แอฟ ทักษอร และนางเอกสาว “แมท ภีรนีย์”

เริ่มจากเดือนต้นกรกฎาคม แมท ออกมายอมรับน้ำตาคลอว่าได้เลิกรากับ ไฮโซแพท ทวิรัส อมาตยกุล แฟนหนุ่มที่คบหากันมากว่า 14 ปี หลังจากนั้นไม่นาน มีข่าวออกมาว่า แมทไปดินเนอร์ที่เขาใหญ่

แมท ออกมาปฏิเสธข่าว สงกรานต์ ตามจีบ พร้อมบอกว่าไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ส่วนที่ไปดินเนอร์ที่เขาใหญ่ก็ไปเพราะ มิ้นต์ ชาลิดา พาไป และอีกฝ่ายไม่ได้เป็นแม่สื่อให้ และแมทก็ออกมาให้ข่าวอีกครั้งตอกย้ำว่าไม่รู้จักกับ สงกรานต์ เป็นการส่วนตัว

30 กันยายน แมท เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อเยี่ยมครอบครัว และก็มีคนตาดีเห็น สงกรานต์ บินตามไปเที่ยวด้วย หลังจากนั้นก็มีข่าวลือหลุดออกมาเพียบ ทั้งมีคนเห็นว่าทั้งคู่ไปดินเนอร์ที่บาร์ลับด้วยกัน มีคนอ้างเป็นลูกน้องของพ่อสงกรานต์ขับรถไปรับนางเอกสาวถึงคอนโดเพื่อไปส่งที่เขาใหญ่

แอฟ ทักษอรก็ได้ออกมาประกาศชัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมว่าได้ จดทะเบียนหย่า กับสงกรานต์ เรียบร้อยแล้ว (เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 )

ท่ามกลางกระแสที่พุ่งมาที่แมท และสงกรานต์ ว่าคบกันอยู่ และสิ่งที่หลายๆ คนคิดก็เป็นจริง ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 สงกรานต์ ออกมายอมรับว่ากำลังศึกษาดูใจกับ แมทจริง แต่ยังไม่ใช้สถานะแฟน และอยากเริ่มต้นรักครั้งใหม่ พร้อมชี้แจงว่าฝ่ายหญิงไม่ใช่มือที่สาม และที่บอกว่าไม่รู้จักกันในตอนแรกก็เป็นเรื่องจริง

แต่ไปบังเอิญเจอกันที่ฟิตเนสบ่อย ๆ จึงทำให้เริ่มต้นศึกษากันในที่สุด ส่วนนอร์เวย์ก็ไปมาจริง ก่อนเจอกระแสโซเชียลคอมเมนต์ระอุทำให้แฮชแท็ก #แมทสงกรานต์
ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ในขณะนั้น

The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight