CEO INSIGHT

เปิดใจ ‘รังสรรค์ ตุลชีวิน’ นักธุรกิจส่งออกจิวเวลรี่รายใหญ่

จากเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยเทอมแรกได้เกรดเฉลี่ย 0.8 สู่บัณฑิตจบนอก และ “เจ้าของ” 3 ธุรกิจ ทุกก้าวเดินของ “รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก)” สร้างเส้นทางของตัวเอง  ฉีกทุกตำราการทำธุรกิจ …ด้วยมุมมอง “คิดบวก”เป็นคัมภีร์แห่งความสำเร็จ !!

ในฐานะประธานบริษัท มาย่า แอนด์ โค จำกัด  ดำเนินธุรกิจ- เครื่องสำอางกรรมการผู้จัดการ บริษัท คีย์ เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  เจ้าของกิจการผลิตเครื่องประดับส่งออกประธานบริษัท Beauty Med (Thailand) Co.,Ltd.  ดำเนิน ธุรกิจความสวย ความงาม

รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก)

ย้อนกลับไปในวัยเรียนของ รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก) หรือที่ใครๆเรียกว่า “ซันนี่” ต้องบอกว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ การเริ่มต้นเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เทอมแรกได้เกรดเฉลี่ย 0.8  พอเทอม 2 สอบกลางภาคเรียบร้อยรู้ตัวทันทีว่าไม่รอดแน่ๆ  จึงตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มจากเรียนภาษาที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย 2 ปี จากนั้นต่อคอลเลจ 1 ปี  ก็ต้องยอมรับตรงๆว่า “ไม่จบอีก”

ทำให้ต้องตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ สหรัฐ ด้วยเป้าหมาย “ปริญญาตรีใบเดียว” เท่านั้น!! ครั้งนี้ครอบครัวจึงกำหนดให้มาเรียนที่ “โคโลราโด”เมืองเล็กๆ  ไม่มีสิ่งยั่วยุ เพื่อให้ตั้งใจเรียนให้จบจริงๆ

สถานการณ์ที่เหมือนถูกบังคับให้เรียนที่อเมริกา จึงใช้เวลา 5 ปี จบปริญญาตรี  นิเทศศาสตร์ UNIVERSITY OF SOUTHERN COLORADO  ด้วยเกรด 2.06  คือ เป็นการเรียนที่จบจริง ในวัย 25 ปี

 ชีวิตการเรียนของผม ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี  ไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกๆฟัง สรุปผมเรียนปริญญาตรี 3 มหาลัย 3 ประเทศ 8 ปี 

เริ่มต้นชีวิตมนุษย์เงินเดือน

หลังเรียนจบกลับมาเมืองไทย  เริ่มวางแผนชีวิตให้กับตัวเอง  อยากทำธุรกิจเปิดร้านทองเล็กๆ ที่บ้านเกิด อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้ชีวิตแบบตื่นเช้ามาก็เปิดร้านทอง บ่ายสามปิดร้าน ไปตีกอล์ฟ กีฬาโปรด ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายที่สุด “ไม่คิดรวย ไม่คิดใหญ่โต”  หรือมองอีกมุม “มีงานทำ ไม่วุ่นวายใคร”  มีสังคมแบบสนุกสนานไม่ได้คิดอะไร แค่ทำในสิ่งที่ชอบ

แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 “ฟองสบู่แตก” โปรเจคร้านทอง ก็ถูกพับ!! ทำให้ต้องออกมาหางานทำ เริ่มทำงานแรกกับ บริษัทส่งออกจิวเวลรี่ ที่ขณะนั้นต้องการคนที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ เดินทางไปต่างประเทศได้ เรียกว่าตัวเองคุณสมบัติตรง!! แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ก่อนเปิดร้านทองได้ไปศึกษาหลักสูตร  Gemologist  แม้ไม่จบโปรแกรม แต่ก็ได้เรียนรู้เรื่องไดมอนด์เกรดดิ้ง คัลเลอร์สโตนเกรดดิ้ง Synthetic คือรู้ว่าอะไรเป็นของปลอม ของจริง!!

เขาถือเป็นคนแรกของครอบครัวพี่น้อง 8 คน ที่ทำงานกินเงินเดือน งานแรกได้รับ 11,500 บาท  ขณะที่การเรียนปริญญาตรีเมืองนอกทางบ้านส่งเงินให้ใช้เดือนละ 1,700 ดอลลาร์ (ช่วงนั้น 25 บาทต่อดอลลาร์)  ชีวิตมนุษย์เงินเดือน 11,500  บาท ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร เพราะตอนนั้นมีบ้านอยู่พัฒนาการ ไปทำงานเสียค่าจอดรถเดือนละ 1,600 บาท  ที่เหลือก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร  ปรากฏว่าเงินเดือน  11,500 บาท มันอยู่ได้จึงทำงานอยู่ 3 ปี ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย เรียกว่าคุ้ม!!

ปั้นธุรกิจส่งออก “จิวเวลรี่”

หลังจบชีวิตลูกจ้าง ในวัย 29 ปี เห็นลู่ทางและใช้ประสบการณ์การทำงานในธุรกิจจิวเวลรี่ ทั้งการติดต่อลูกค้าต่างประเทศ หาแหล่งวัตถุดิบ มาทำธุรกิจจิวเวลรี่ส่งออก โดยจ้างคนออกแบบสินค้า แล้วนำมาผลิตชิ้นงานตัวอย่างโดยใช้ตัวเรือนเป็นเงินและฝังเพชรรัสเซีย เรียกว่าสินค้า ‘Sample’ แล้วไปจ้างโรงงานผลิต ใช้ประสบการณ์ นั่งคัดเพชร ขึ้นตัวเรือน ไปส่งโรงงาน แล้วค่อยๆทำ โดยเริ่มต้นจากเงินทุน ‘ 3,000 ดอลลาร์ ‘ จนมีพนักงานคนแรก คนสองตามมา

จุดหักเหที่ต้องตัดสินใจว่า ‘หยุด หรือ ไปต่อ’ 

ธุรกิจกำลังดำเนินไปได้สวย ในวัย 33 ปี เจอมรสุมครั้งใหญ่ ตอนนั้นไป Trade Show ที่อเมริกามี ลูกค้าชาวรัสเซีย-อิสราเอลสั่งของ 300,000 ดอลลาร์  แต่เราก็ให้มัดจำ 50% ล็อตแรกจ่ายมัดจำ 150,000 ดอลลาร์ ล็อตต่อไปสั่งอีก 150,000 ดอลลาร์ จ่ายมัดจำมา 75,000 ดอลลาร์ แล้วบอกให้ส่งของไป เดี๋ยวอีก 2 สัปดาห์ โอนเงินส่วนที่เหลือให้ เราก็คิดว่าคงไม่โกงเพราะจ่ายมัดจำมาแล้วครึ่งหนึ่ง และเช็คจากผู้ค้าเจ้าอื่นก็บอกว่า ลูกค้ารายนี้เครดิตดีเป็นปกติ เราก็ส่งของให้ ลูกค้าเจ้านี้สั่งทั้งของฮ่องกง ของบริษัทคนไทยเจ้าอื่น

สรุปก็สั่งมาอีก 300,000 ดอลลาร์  เราให้วางมัดจำมาอีก 150,000 ดอลลาร์  สรุปสั่งของหลายล็อตซ้อนกัน เก็บเงิน 50% หลังได้ไม่ครบ โดนโกงไปสิบกว่าล้านบาท ส่งสินค้าให้ ลูกค้าหายไปเลย ตามไปถึงนิวยอร์ก นัดเจอที่โบสถ์

เขาพูดว่า “เฮ้ย! ซันนี่ เรารู้ว่านายเป็นคนดีนะ แต่ 300,000 ดอลลาร์นั้นอ่ะ วันนี้ไอจะมีให้ยู ประมาณ 200,000 ดอลลาร์ แต่จะให้ยูเป็นของนะ แต่ไม่ใช่ของเราเป็นของคนอื่นที่เรารู้จัก” เรารีบเช็คเลยปรากฏว่าโดนไปล้านดอลลาร์ เจ้าที่ฮ่องกงก็โดน ไม่รู้คิดถูกคิดผิดนะที่ผมก็ไม่เอาของ บอกว่าให้จ่ายมาเป็นเงินละกัน โดยเขียนเช็คหรือจะทยอยจ่ายก็ได้ เช็คที่ได้มาเด้งทุกใบ ถ้าไม่โดนตรงนั้นผมเกิดแรงเลย พอโดนแบบนั้นเริ่มคิดจะถอย แต่สู้ต่อ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้แกร่งขึ้น!!

ช่วงอายุ 37-38 ปี เริ่มมีโรงงานผลิตจิวเวลรี่เองย่านเจริญนคร จากเดิมที่ต้องจ้างทำ มีลูกน้องเกือบ 400 คน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ก็โดนโกงมาอีกหลายครั้ง ผมทำอะไรก็โดนโกงจนรู้จริง โดนโกงจนเก่งว่างั้น แต่ไม่กลัวนะ

ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี  สิ่งของที่ “มีค่า” ของคนในยุคนี้กลายเป็น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แกดเจ็ต สมาร์ทโฟนแบรนด์หรู ที่ซื้อมอบแก่กันในช่วงเทศกาลสำคัญ  ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม“จิวเวลรี่” เข้าสู่ภาวะ “ถดถอย” ทั่วโลก และยังต้องเผชิญกับ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ตลาดส่งออกหลักๆ จึงอยู่ในภาวะ “โรยรา” ที่เป็นเรื่องของ“ดีมานด์-ซัพพลาย”  ทำให้ต้องปรับตัวมองหาตลาดใหม่ ในตะวันออกกลางและเอเชีย

ปีหน้าจะเริ่มกลับไปทำตลาดอเมริกาใหม่อีกรอบ รวมทั้งกลุ่มกำลังซื้อใหม่จากจีน และกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ยังทำสินค้าในรูปแบบ OEM

แต่เนื้อแท้ของธุรกิจ“จิวเวลรี่” คือของมีค่าที่ไม่เสื่อมตามกาลเวลา ต่างจาก “ดิจิทัล แกดเจ็ต” ที่ซื้อวันนี้ ราคาจะลดลงตามระยะเวลาที่ใช้งาน ดังนั้นแม้จะมีช่วงถดถอย แต่ในท้ายที่สุดยังเป็นธุรกิจที่ไปต่อได้!

“วันนี้ใช้เงิน 5 หมื่นบาทซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด อีก 3 ปี ข้างหน้าเหลือมูลค่าถึง 2,000 บาท หรือเปล่าไม่รู้ แต่หากซื้อจิวเวลรี่ อีก 5 ปี มูลค่ามีแต่เพิ่มขึ้น จึงต้องการให้คนไทยมองจิวเวลรี่เป็นการลงทุนทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่า และเป็นทรัพย์สินตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน”

สังคมไทยส่วนใหญ่ยังมองการซื้อจิวเวลรี่ เป็นเรื่องของคนรวย  ทั้งที่จริงเป็นเรื่องของคุณค่าการออม ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็สามารถออมได้  และเมื่อเริ่มออม ก็จะทำให้เห็นคุณค่าเรื่องการใช้เงินอย่างชาญฉลาดในการซื้อว่าซื้ออะไรคุ้มกว่า ทองก็คือทอง อยากขายเมื่อไหร่ก็ขาย เพชรอยากขายก็ขาย มีคุณค่าตลอด

“อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าความมีคุณค่าของอัญมณีทอง เพชร เครื่องประดับทั้งหลาย เป็นของที่ทรงคุณค่านิรันดร์กาล ไม่ใช่แกดเจ็ต ซื้อแล้วมันมีแต่ลดลง”

รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก)

เอเยนต์ซี่ออนไลน์-ศัลยกรรมครบวงจร

รังสรรค์ เล่าว่าปัจจุบันเขาทำธุรกิจอยู่  3 บริษัท ตอนที่จิวเวลรี่เริ่มถดถอย ช่วงนั้นธุรกิจกลุ่มเฮลท์แอนด์บิวตี้ เริ่มมาแรง จึงพัฒนา “สกินแคร์ “ แบรนด์ ออเรสเต้ (Oleste)  แต่ก็ยอมรับว่าธุรกิจนี้ “ไม่ง่าย” ปัจจุบันแบรนด์กลุ่มสกินแคร์ในไทยมีเป็นหมื่นแบรนด์  เรียกได้ว่าใครมีเงินแสนเดียวก็ไปจ้างผลิตได้

“ช่วงที่เราคิดจะเข้าวงการนี้  เพราะเห็นว่าอยู่ในธุรกิจความสวยความงามและเครื่องประดับอยู่แล้ว  สกินแคร์ก็น่าจะไปด้วยกันได้”

ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจศัลยกรรมความงามหรือศัลยกรรมพลาสติกอยู่แล้ว เป็นรูปแบบเอเยนซี การใช้บริการเหมือนกับ Agoda คือ ให้ไปคลิกเลือกโรงแรมราคาดีที่สุด  เช่นเดียวกับศัลยกรรมพลาสติก เพราะคนต่างชาติเวลาจะทำศัลยกรรมพลาสติก ต้องคลิกมาเลือกใช้บริการที่เว็บไซต์ เพื่อเลือกศัลยกรรมพลาสติกที่ต้องการใช้บริการ เช่น หน้าอก จมูก ปาก ทำทั้งร่างกาย รวมถึงแปลงเพศด้วย

ชาวต่างชาติที่ต้องการมาทำศัลยกรรมความงามที่เมืองไทย จะเข้ามาดูที่เว็บไซต์ ซึ่งมีบริการประมาณ 67 เว็บไซต์ ให้บริการครบวงจรตั้งแต่ รับ-ส่ง จองโรงแรม เลือกสถานที่ศัลยกรรม พักฟื้น รวมถึงส่งกลับบ้าน  ลูกค้าสามารถเลือกสถานที่ใช้บริการได้เองทั่วประเทศไทย ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ พัทยา

ธุรกิจดังกล่าวมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น จากโรงพยาบาลที่ให้บริการศัลยกรรม และบริการเสริม เช่น ที่พัก รถรับส่ง ให้คำปรึกษาต่างๆ  ปัจจุบันให้บริการด้านนี้มา 7 ปีแล้ว

ปัจจุบันเซอร์วิสด้านศัลยกรรมความงามในไทย ฝีมือแข่งขันได้ระดับโลก แต่คนไทยยังมีค่านิยมเดินทางไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี  เช่นเดียวกับการผ่าตัดแปลงเพศที่เมืองไทย มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก ที่จริงเมืองไทยมีแพทย์เก่งทุกด้าน คนไทยไม่จำเป็นต้องบินไปเกาหลีให้เงินไหลออกนอกประเทศ

ส่งสกินแคร์ O’leste เจาะตลาดจีน

ส่วนธุรกิจ “สกินแคร์ “ เป็นการมองเรื่องความสวยในมุมที่ใช้สินค้าเพื่อดูแลร่างกายให้สวยงาม ถือเป็น เทรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการทำให้ตัวเองดูดี ในทุกเพศทุกวัย แต่ก็รู้ว่ามีบริษัทเป็นหมื่นบริษัท  แต่ผู้ผลิตและโรงงานจะคล้ายกัน

การพัฒนาแบรนด์ O’leste  เริ่มต้นจากการวิจัยร่วมกับ สวทช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ได้สารสกัดมาตัวหนึ่ง จาก ดอกดาวเรือง โดยบริษัท มาย่า แอนด์ โค จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็น Nano Marigold ซึ่ง Marigold ก็คือดาวเรือง Nano Marigold Extract มีประสิทธิภาพในการซึมลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ ฟื้นฟูสภาพผิวได้อย่างดี และมีสารต่อต้าน Antioxidant ถึง 500.6 เท่า มากกว่า Vitamin E ที่ใช้ในอุตสาหกรรมบำรุงผิวทั่วๆ ไป

วัตถุดิบดอกดาวเรือง ใช้รูปแบบ คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง ปลูกที่โคราช  วิธีปลูกแบบออร์แกนิค  โดยใช้สารสกัดจากดอกดาวเรือง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรดักท์ มีทั้ง เซรั่ม ครีมกันแดด ไวท์เทนนิ่ง ครีมทาสิว ครีมทารักแร้ขาว  สินค้ากลุ่ม Anti Aging วางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม  จำหน่ายที่ คิง เพาเวอร์ ศรีวารี  แต่ไม่ได้วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากมีต้นทุนค่า GP สูงมาก  พร้อมทั้งมองช่องทางส่งออกตลาด“จีน” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีกำลังซื้อมหาศาล

“ผมไม่ได้ทำแบรนด์ O’leste มาเพื่อสร้างชื่อที่เมืองไทย บางคนทำให้ดังที่เมืองไทย แล้วไปขายต่างประเทศ แต่ผมจะทำให้ดังที่เมืองนอก แล้วกลับมาเมืองไทย”

ปัจจุบันแบรนด์ O’leste  มีโปรดักท์ 10 รายการ  เน้นทำตลาดจีน  เช่น  Sheet Mask Moisture ได้รับความนิยมมาก บริษัทมีแผนเปิดบริษัทที่จีนชื่อ O’leste  China ซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นคนจีน ช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า จะออกผลิตภัณฑ์ Sheet Mask ซึ่งเป็นที่นิยมมาก เป็นสินค้าที่ราคาไม่แพง แข่งขันในตลาดจีนได้  โดยขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งออฟไลน์กว่า 2,000 แห่ง และออนไลน์ทุกช่องทางในจีน

“สกินแคร์ของไทยที่คุณภาพดี มีหลากหลายแบรนด์ แต่คนไทยยังติดเคาน์เตอร์แบรนด์ เป็นสิ่งที่ต้องเปิดใจ เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยให้เติบโตได้ในระดับโลก”

รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก)

“คิดบวก”จุดเปลี่ยนชีวิต

จากเด็กเรียนมหาวิทยาลัยเทอมแรกได้เกรด 0.8 กระทั่งสร้าง “3 ธุรกิจ” ด้วยเส้นทางของตัวเอง  รังสรรค์  ย้ำว่าการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ มาจากการเป็นคน “คิดบวก”  เพราะยุค 10 ปีก่อนถึงทุกวันนี้ เขาไม่ใช่คนที่รักการอ่าน  กระทั่งวันเกิดปีหนึ่ง  มีเพื่อนผู้ใหญ่ในวงการธุรกิจคนหนึ่ง มอบหนังสือให้เป็นของขวัญวันเกิด เป็นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทย ชื่อ “แรงคิดบวก”

“หลังจากอ่านแล้ว เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิต เพราะหนังสือสอนให้ผมเป็นคนที่คิดบวก ผมเกลียดการอ่านหนังสือมาก แต่ผมนั่งเครื่องบินจากนิวยอร์กกลับมาเมืองไทย ผมอ่านจบเลย”

เป็นหนังสือที่ไม่อารัมภบทเยอะ เปิดอ่านหน้าแรก หน้าสอง เปิดอ่านจนจบ แล้วมันทำให้คิดบวกมากเลย  จากนั้นไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์ใด ก็มักคิดบวกหมด

“ผมคิดบวกทุกเรื่องกับสิ่งที่เกิด ไม่ว่าเลวร้ายแค่ไหน ไม่สบาย ก็คิดว่าดีเว้ยได้อยู่บ้านพักผ่อน อยู่ใกล้ๆลูกเมีย เวลาไม่มีเงินใช้ มันก็ดีนะ ไม่ต้องไปไหน เพราะเราเป็นคนแปลกไปข้างนอก ก็ไม่ชอบให้ใครมาเลี้ยง ผมไม่มีตังค์ผมไม่ออกจากบ้าน”

ทั้งหมดเป็นการดำเนินธุรกิจของ รังสรรค์ ตุลชีวิน (ตรงฉาก)นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่มากด้วยประสบการณ์ และผ่านเรื่องราวมามากมายในชีวิตการทำธุรกิจ น่าจะเป็นแรงบัลดาลใจส่งต่อให้กับใครที่คิดจะทำธุรกิจ จะประสบความสำเร็จได้ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย ที่สำคัญต้อง“คิดบวก” เท่านั้น

Add Friend Follow
RATTIYA ANGKULANON