Business

ครั้งแรก!! ‘เกษม ณรงค์เดช ‘สุดทนมหากาพย์ปมซื้อขาย-ปลอมลายเซ็นโอนหุ้นวินด์

“เกษม ณรงค์เดช” พร้อม  “กฤษณ์ – กรณ์ ” 2 ลูกชาย เปิดบ้านแถลงข่าวครั้งแรก ชี้แจงหมดเปลือก ปม “ซื้อขาย – ปลอมลายเซ็น” โอนหุ้น วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ ประกาศเดินหน้าดำเนินคดีผู้กระทำความผิดปลอมลายมือชื่อให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา นายเกษม ณรงค์เดช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น พร้อมด้วยนายกฤษณ์ ณรงค์เดช และ นายกรณ์ ณรงค์เดช ลูกชายทั้ง 2 คน  รวมถึงทีมทนายความจากสำนักงานกฎหมายเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ เปิดบ้านย่านสุขุมวิทแถลงข่าวเป็นครั้งแรก  ชี้แจงกรณีหุ้น “บริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด “ รวมถึงศึกระหว่างพ่อลูกและพี่น้องตระกูล“ณรงค์เดช” ในคดีอาญาที่นายเกษม ฟ้องร้องดำเนินคดีกับคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา นายณพ ณรงค์เดช และนายสุรัตน์ จิรจรัสพร

นายเกษม ในวัย 83 ปี เดินออกมาให้ข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกด้วยตัวเอง ด้วยร่างกายแข็งแรง เป็นสัญญาณ “พร้อมสู้ศึกใหญ่” ประกาศเร่งแก้ปัญหา ยุติความเสียหายที่กำลังลุกลามบานปลาย และกล่าวขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบ

ตอนนี้สิ่งที่เขาทำนั้น (หมายถึงนายณพ ณรงค์เดช )  สร้างความเสียหาย ทั้งที่เราใช้เวลาหลายปี กว่าจะสร้างอาณาจักรของเราขึ้นมา หากทำให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นอย่างนี้ต่อไป นอกจากทำให้เราเสียหายแล้ว ยังทำให้คนบริสุทธิ์ต่างๆ เสียหายไปด้วย เคพีเอ็น เป็นกลุ่มบริษัทที่คนรุ่นพ่อ แม่ จนมาถึงผม และคุณหญิงพรทิพย์ (ภรรยา) สร้างขึ้นมา เมื่อเสียหายแล้ว ก็ถือว่าไม่แฟร์ต่อพ่อแม่ของเรา ดังนั้นจึงต้องนำข้อเท็จจริงออกมาเปิดเผย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ มีเอกสารหลักฐานยืนยัน “

นายเกษม เกริ่นนำ พร้อมกับเล่าความแข็งแรงของเขา ที่พร้อมจะสู้ศึกใหญ่ครั้งนี้ว่า “ตอนนี้ผมอายุ 83 ปีแล้ว ไปตีกอล์ฟได้ หลายคนบอกว่าไม่คิดว่าคนอายุแปดสิบกว่าปี จะเดินได้คล่องขนาดนี้  ซึ่งไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ แต่ทำให้เกิดให้ได้ มีความเข้าใจผิดต่อตัวผม เช่น ว่าสติสัมปชัญญะไปไม่รอด พูดไม่รู้เรื่อง หลงลืม ทุกคนที่มาวันนี้ ก็คงเห็นว่าผมหลงลืมหรือไม่ สิ่งที่เห็นคงบอกได้ แต่ปากคำของผมอย่างเดียว คงบอกไม่ได้ ก็เลยตั้งใจไปตรวจ ไปเช็คสมอง ผมเป็นอย่างที่เขาว่าจริงหรือไม่ จึงไปตรวจเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็มีใบรับรองจากแพทย์มาอย่างที่เห็น” 

พร้อมกันนี้ เขายังได้โชว์เอกสารการรับรองจากแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ระบุว่า ” ผ่านการตรวจประเมินสติสัมปชัญญะ อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถใช้ชีวิตตามปกติวิสัย รวมถึงรับรองว่า ขณะนี้มีสติสัมปชัญญะ สามารถทำนิติกรรมได้ตามความประสงค์ สามารถใช้ชีวิตตามปกติวิสัย และสามารถเขียนลายมือชื่อได้ตามปกติ” 

“ผมไม่ได้ตั้งใจอยู่ให้ครบ 100 ปีหรอก แต่การทำพินัยกรรมต่อไปต้องอยู่ในสภาพสมองใช้ได้  ไม่ใช่ให้ผู้คนรับพินัยกรรมมาถกเถียงกันว่า อันนั้นอันนี้ปลอม และผมยืนยันว่าลายเซ็นที่กำลังเป็นปัญหาข้อพิพาทกันนั้น ไม่ใช่ของผม ผมทำกิจกรรมมา 40 ปี เป็นหัวหน้าทำกิจการต่างๆ จนเลิกไป เพราะเห็นว่าลูกทำต่อได้แล้ว และคอยดูว่าเขาทำได้สำเร็จหรือไม่อย่างไร โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นปกติของคนแก่ คุณหญิงพรทิพย์ ก็จากไปแล้ว ผมก็พยายามอยากจะเห็นหลานทั้งหลาย เช้าๆทุกๆวัน จึงออกกำลังอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ให้ร่างกายอยู่ในสภาพแข็งแรง อยู่ดูแลหลานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรารถนา” 

แต่ก็มีการรายงานไปคนละเรื่องกับความจริง สิ่งเหล่านี้ นอกจากทำให้ธุรกิจเสียหายแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อาจไม่ได้ตั้งใจพาดพิง เสียหายไปด้วย จึงคิดว่าเราก็ควรให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ข้อเท็จจริง และออกมาอธิบายว่าเอกสารปลอมยังไง เราใช้เวลาถึง 40-50 ปีกว่า จะสร้างกิจการมาได้อย่างนี้ แต่มาเสียหาย และต้องขอโทษ ผู้ที่ได้รับกระทบกระเทือน ทำให้เขาเสียหายไปด้วย  และจะทำให้ดีขึ้น จะแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเสียหายมาถึงบริษัทต่างๆในกลุ่ม ที่ผมแบ่งให้ลูกๆไปดูแลด้วย ซึ่งพบว่า มีการปลอมแปลงเอกสารต่างๆด้วยในบริษัท ก็ต้องมานั่งอธิบายกัน แม้ว่าตอนนี้ผมจะอายุมากขึ้น แต่เมื่อออกจากธุรกิจแล้ว ก็ยังปฏิบัติงานได้ตามปกติ

จากนั้นนายกฤษณ์ ณรงค์เดช นายกรณ์ ณรงค์เดช และทนายความได้ผลัดกันเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ที่เกิดขึ้น นับจากปี 2558 เมื่อนายณพ ณรงค์เดช ได้มาขอให้คนในครอบครัวเข้าร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อให้ธุรกิจ วินด์เอ็นเนอร์ยี่ เป็นอีกธุรกิจของครอบครัว“ณรงค์เดช”จากที่มีกว่า 40 บริษัท และระบุถึงอนาคตของธุรกิจนี้ ทำให้ครอบครัวณรงค์เดช ตัดสินใจใช้เงินสด และทรัพย์สินหลายรายการของครอบครัวหลักพันล้านบาท ให้นายณพ  ขณะนั้นยังไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนเหมือนที่เคยทำกันมา เพราะต่างไว้ใจกัน

นายกฤษณ์ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “จนเริ่มมีกระแสข่าวต่างๆ จึงให้นายณพเข้ามาทำสัญญาในภายหลัง เพราะก็เริ่มเห็นอะไรแปร่งๆ “

ครอบครัว“ณรงค์เดช” อธิบายต่อว่า ต่อมาเราพบว่านายณพ ใช้ชื่อเสียงของกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น และชื่อเสียงของนายเกษม ไปอ้างอิงในการดำเนินการต่างๆเองเกี่ยวกับวินด์ เอ็นเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด ต่อบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าทำภายใต้กลุ่มบริษัทเคพีเอ็น โดยคนในครอบครัวไม่รับทราบ และยังใช้ชื่อเสียงของครอบครัว“ณรงค์เดช”ยืมเงินคนอื่นทั้งในและนอกระบบด้วย โดยไม่มีการรายงานหรือชี้แจงรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับการลงทุนในครอบครัว

 

กฤษณ์ ณรงค์เดช

กระทั่งในช่วงต้นปี 2561 นายเกษม และนายกฤษณ์ ได้รับหมายศาล โดยถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ร่วมกับนายณพ ฐานโกงเจ้าหนี้ เนื่องจากนายณพ ทำผิดสัญญาซื้อขายหุ้น และไม่ชำระเงินค่าหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ทั้งยังดำเนินการให้มีการยักย้ายจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นวินด์เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ออกไปยังที่ต่างๆ ซึ่งการถูกฟ้องร้องเป็นคดีความดังกล่าวสร้างความกังวล และนำมาซึ่งความเสียหายต่อชื่อเสียงของครอบครัว“ณรงค์เดช” เป็นที่มาให้ครอบครัวออกแถลงการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยระหว่างเริ่มมีข่าว และหมายศาล นายเกษม ย้ำว่าได้เรียกนายณพ มาพูดคุย 7-8 ครั้ง แต่ถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา โดยนายกรณ์ เสริมว่าในช่วงที่เขาเข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทวินด์ฯ เมื่อเริ่มเกิดปัญหากับเจ้าของหุ้นเดิม ได้มีการสอบถามเป็นการส่วนตัวกับนายณพ ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ระยะหลังพบว่าสิ่งที่นายณพ กล่าวกับตนเอง และความเป็นจริงไม่ตรงกัน ระยะหลังบริษัทวินด์ฯ เริ่มมีการนัดประชุมขณะที่ตนเองเดินทางไปต่างประเทศ จึงขอลาออกจากบริษัทเมื่อ 30 เมษายน 2561  

ทั้งนี้ หลังจากถูกฟ้องคดีแรกได้ไม่นาน นายเกษม ระบุว่า ตนเองก็ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลฮ่องกง ห้ามไม่ให้บริษัทโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกง โอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ไปยังบุคคลอื่น และจากคำสั่งดังกล่าวทำให้เพิ่งมาทราบว่า ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดของบริษัท โกลเด้น  มิวสิค ลิมิเต็ด โดยไม่รู้ตัว

นายกฤษณ์ กล่าวว่า “เมื่อเริ่มมีข่าว และหมายศาลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คุณพ่อต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายทั้งต่อครอบครัวและบุคคลอื่นๆ”

เหตุผลนี้ ทำให้นายเกษม ต้องการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลฮ่องกงโดยเคร่งครัด เนื่องจากไม่ต้องการให้ปัญหาที่เกิดขึ้นบานปลายออกไปอีก และต้องการที่จะแก้ไข ตลอดจนหาข้อยุติในเรื่องนี้ ให้เป็นไปด้วยดีสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของครอบครัว เจ้าของหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้น จึงเรียกประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด เพื่อบอกกล่าวความประสงค์ของตนให้ผู้ถือหุ้น และกรรมการบริษัททราบ

แต่ยังไม่ทันได้มีการเรียกประชุม กลับปรากฏว่า คุณหญิงกอแก้ว นายณพ และนายสุรัตน์ ได้ร่วมมือกันใช้เอกสารปลอมได้แก่ “สัญญาแต่งตั้งตัวแทน” ที่อ้างว่าได้ทำขึ้นระหว่างคุณหญิงกอแก้วกับนายเกษม ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยมีนายณพ ลงนามเป็นพยาน สำเนาตราสารการโอนหุ้น และสำเนาใบสำคัญการซื้อขายหุ้นระหว่างนายเกษม และคุณหญิงกอแก้ว เพื่อโอนหุ้นทั้งหมดที่นายเกษมถืออยู่ในบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ไปให้คุณหญิงกอแก้ว เพื่อขัดขวางไม่ให้การดำเนินการของนายเกษมที่ตั้งไว้สำเร็จ

นายเกษม ยืนยันกรณีนี้ “สัญญาแต่งตั้งตัวแทน” เพื่อโอนหุ้นให้คุณหญิงกอแก้วนั้น เป็นเอกสารปลอมทั้งสิ้นเพราะไม่มีเหตุผลที่ตนเอง จะต้องไปเซ็นสัญญาดังกล่าว โดยนายเกษมได้นำลายมือชื่อที่แท้จริงของตน และรายงานการตรวจพิสูจน์ จากผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมและที่มีประสบการณ์กว่า 48 ปีมายืนยัน ให้เห็นว่าลายมือชื่อที่ปรากฎอยู่ในเอกสารเหล่านั้นไม่ใช้ลายมือชื่อของเขา

สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา ที่มีประสบการณ์ในการตรวจพิสูจน์ทั้งสหรัฐ และต่างประเทศกว่า 55 ปี ซึ่งได้จัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ตามหลักมาตรฐานสากลกว่า 190 หน้า พร้อมภาพสีกราฟฟิก เทียบเคียงตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของนายเกษม 52 ลายมือชื่อ กับลายมือชื่อปลอมที่ปรากฏอยู่ในเอกสารปลอมต่างๆ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

จะเซ็นสัญญาตั้งตัวแทน เพื่อไปรับใช้ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน สั่งให้ผมทำอย่างนั้นทำนี้ตามสัญญาเป็นไปไม่ได้แน่นอน

“การปลอมแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ไปปลอมเอกสารในต่างประเทศด้วย ผมดูทีเดียวก็รู้ ไม่ใช่ลายเซ็นผม และก็พิสูจน์มาแล้ว ว่าไม่ใช่ลายเซ็นผม ลายเซ็นที่โอนให้คุณหญิงกอแก้วปลอมแน่นอน ผมเป็นผู้บริหารมา 40 กว่าบริษัท มา 40 ปี จะเซ็นสัญญาตั้งตัวแทน เพื่อไปรับใช้ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน สั่งให้ผมทำอย่างนั้นทำนี้ตามสัญญาเป็นไปไม่ได้แน่นอน ” นายเกษม ย้ำอีกครั้ง

ขณะเดียวกันนายกรณ์ ก็อ่านสัญญาให้สื่อมวลชนฟัง พร้อมกับผลัดกันอธิบายกับนายกฤษณ์ (พี่ชาย) ว่าเป็นสัญญาที่เพิ่งทำ แต่ลงวันเดือนปีย้อนหลัง จากเกิดปัญหาขัดแย้งกับพ่อแล้ว และย้ำหากดูสัญญาที่ไม่ make sense ไม่มีพยาน เป็นสัญญาไม่เป็นธรรม เขียนให้คุณพ่อทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นไม่ได้ที่คุณพ่อ ซึ่งทำธุรกิจมา 40 ปีจะเซ็นสัญญาแบบนี้แน่นอน

กรณ์ ณรงค์เดช

นอกจากนี้ยังได้ อธิบายสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องประสบครั้งนี้ว่า มีทั้งหมายศาลและคดีความต่างๆเข้ามาหลายเรื่องตลอด ทั้งในและต่างประเทศ และพบว่ามีเอกสารปลอมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหุ้นในบริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ที่มาพบในภายหลังอีกหลายฉบับ หนึ่งในนั้น คือ สัญญาซื้อขายหุ้นบริษัทวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ที่บริษัทเคพีเอ็น เอนเนอร์ยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขายหุ้นให้กับนายเกษม ในราคาเพียง 2,400 ล้านบาท ก่อนที่หุ้นจะถูกโอนต่ออีกทอดไปยัง บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ที่ฮ่องกง ทั้งที่หุ้นจำนวนเดียวกันนั้น นายณพ ได้เคยตกลงซื้อจากเจ้าของเดิมเป็นจำนวนถึง 700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21,000 ล้านบาท

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนั้น นายเกษม จึงตัดสินใจที่จะยุติการดำเนินคดีที่ฮ่องกง เพราะเมื่อสัญญาโอนหุ้นจากต้นทางเป็นสัญญาปลอม การดำเนินการเรียกร้องสิทธิใดๆเอากับหุ้นที่ได้มาหลังจากนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

“เรายืนยันว่าหลังจากนี้จะดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดที่ปลอมลายมือชื่อให้ถึงที่สุด” เขา ย้ำ

3 พ่อลูกตระกูล ณรงค์เดช

แม้ว่าคดีอาญาที่นายเกษม ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว และนายสุรัตน์ ในฐานความผิดร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลจะยกฟ้อง แต่ครอบครัวณรงค์เดช และทนายความ อธิบายว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีในชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องและศาลใช้เวลาในการไต่สวนพยานเพียงแค่ 2 วัน ไม่ใช่หลายเดือนตามที่ปรากฎเป็นข่าว และคำพิพากษาของศาลไม่ได้กล่าวว่าลายมือชื่อของนายเกษมในเอกสารพิพาทเป็นลายมือชื่อจริง โดยจะมีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

และคดีระหว่างครอบครัวยังลุกลามบานปลายฟ้องร้องกันระหว่างพี่น้องด้วย นายกฤษณ์ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ฟ้องนายณพ ว่า มีการสร้างความเสียหายในกลุ่มบริษัทด้วย เช่น เคพีเอ็น แลนด์ ที่เราพบว่ามีการเซ็นเช็คออกไปหลายครั้ง ปลายทางผู้รับไม่สมเหตุสมผลรวมๆกว่า 1,300 ล้านบาท และตามคืนมาได้บางส่วนแล้วกว่า 700 ล้านบาท

“ตอนนี้มีการปลดนายณพออกจากบางตำแหน่งแล้ว.ในหลายๆบริษัทในกลุ่ม เหลือไม่กี่บริษัท และฟ้องร้องด้วย เราก็ไม่อยากฟ้องร้องพี่น้องกันเอง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างที่เห็น ” 

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB