Finance

วิ่งให้ทัน!! ดักซื้อหุ้นเป้าหมาย LTF – กองทุนแบบใหม่

โค้งสุดท้ายของปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะยังผันผวนต่อเนื่อง แต่ยังมีปัจจัยที่พอจะหวังให้เป็นปัจจัยเชิงสนับสนุนให้ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นได้บ้าง ก็คงเป็นแรงซื้อของกองทุนหุ้นระยะยาว หรือ LTF รวมทั้งอาจจะมีกองทุนรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนกองทุน LTF

ทั้งนี้จากการสำรวจคำแนะนำการลงทุนของโบรกเกอร์รายใหญ่พบว่า ช่วงสิ้นปีนี้ยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่หลายๆตัว เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นเป้าหมายการลงทุนของกองทุนLTF และกองทุนรูปแบบใหม่ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมา ซึ่งในช่วงที่่ดัชนีตลาดหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 1,700 จุด ก็น่าจะสามารถเลือกหาหุ้นใหญ่ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแรง เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในระยะกลางถึงระยะยาว

สำหรับ บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า LTF อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบ แต่ยังมีส่วนหนุนตลาดระยะกลาง-ยาว  ซึ่งกรณีความกังวลว่าจะมีต่ออายุการลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2562 น่าจะคลายความกังวลลงไปบ้าง หลังจากรัฐบาลแสดงความเห็นสนับสนุนให้มี LTF ต่ออาจจะปรับยืดระยะเวลาจากปัจจัยที่ต้องถือครองนาน 7 ปีปฏิทิน

ทางฝั่งสภาตลาดทุนมีแนวคิดให้  มีการจัดตั้งกองทุนใหม่ทดแทน  แต่ให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 20% ของเงินลงทุน แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท และต้องลงทุนขั้นต่ำ 10 ปี (เดิม หลังปี 2559 เป็น 7 ปีปฏิทิน) โดยเม็ดเงินที่ได้จากการซื้อกองทุนแบบใหม่นี้ 50% ของเงินลงทุน จะนำไปลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) และในหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (THSI Index จำนวน 79 บริษัท)

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก LTF คาดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้น  เนื่องจากเม็ดเงินจากกองทุน LTF ถือเป็นแรงซื้อหลักของนักลงทุนสถาบันฯที่นำไปลงทุนในตลาดหุ้นไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.78 แสนล้านบาท (ณ เดือน ก.ค. 2561) จากกองทุนรวมหุ้นทั้งประเทศมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 1.49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25.4%

หากพิจารณาเฉพาะกองทุน LTF ที่ครบกำหนดขายได้ในปี 2562 โดยปรับมูลค่าตามราคาตลาดฯ แล้ว พบว่า สูงถึง 2.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนในกองทุน LTF ปี 2558 ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2562 จำนวน 7.9 หมื่นล้านบาท และน่าจะพร้อมขายได้ในปี 2562 เนื่องจากมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าดัชนีหุ้น ณ ปัจจุบันอยู่มาก โดยมีต้นทุนเฉลี่ยราว 1,367 จุด

ทั้งนี้ เงินลงทุนในกองทุน LTF ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2557 ที่ครบกำหนด แต่ยังไม่ถูกไถ่ถอนอีกกว่า 1.42 แสนล้านบาท แต่หากมีการจัดตั้งกองทุนใหม่เพื่อมาทดแทนกองทุน LTF ที่จะหมดอายุในปี 2562 นี้ เชื่อว่าน่าจะหนุนให้ราคาหุ้นในดัชนีหุ้นยั่งยืน หรือTHSI Index มีโอกาสตอบรับในเชิงบวก อาทิ KBANK, ADVANC, CPF, BGRIM, CPALL, AMATA,PTT, PTTEP และ EASTW เป็นต้น

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุน LTF ไปมากแล้ว และผลจากการศึกษา( Empirical study) ของเราบ่งชี้ว่าดัชนีหุ้นไทย มักแกว่งตัวเท่านั้นในช่วง 1 เดือนหลังจาก งาน SET in the City สิ้นสุดลง จะมีก็แต่เพียงหุ้นขนาดใหญ่ในเซ็ท50  (SET50) ที่อาจปรับตัว ขึ้นได้ดี(Outperform) กว่าหุ้นขนาดอื่นๆเล็กน้อยเท่านั้น

บล.ทิสโก้รายงานกลยุทธ์การลงทุนเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า ด้วยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยระยะสั้น ยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ ดังนั้นนักลงทุนระยะสั้นต้องรับความเสี่ยงได้สูงและเคร่งครัดวินัยการลงทุน มองประเด็นหุ้นเทรดดิ้ง-เก็งกำไรระยะสั้น (ในช่วง 1-4 สัปดาห์ข้างหน้า) ที่น่าสนใจมีดังนี้

(1) หุ้นงบดีกว่าคาดมีโอกาสปรับประมาณการกำไรขึ้น ได้แก่ หุ้น BDMS, BLA, CK, DOD, HANA, MAJOR, NYT, SEAFCO, STEC, SVI

(2) หุ้นได้ประโยชน์จากการจัดงาน SET in the City โดยราคาหุ้นมักปรับตัวเพิ่มขึ้น และมองเป็นเป้าลงทุนเม็ดเงินจาก LTF กับ RMF ไหลเข้า ได้แก่หุ้น ERW, KTB, MINT, SCB, SCC, VGI

(3) หุ้นเก็งกำไรการเข้าดัชนีต่างๆ SET50 Index ชอบหุ้น WHA, BLA / SET100 Index ชอบ หุ้นAEONTS, MBK, PLANB

(4) หุ้นราคาตกต่ำมานาน แนวโน้มกำไรเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว  ได้แก่ หุ้นJWD, SKN

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team