ดูหนังออนไลน์
Stock

เปิดพอร์ต ‘นิติ โอสถานุเคราะห์’ เซียนหุ้นหมื่นล้าน ซื้อบิ๊กล็อต โอสถสภา 1.26 หมื่นล้าน

นิติ โอสถานุเคราะห์ ซื้อบิ๊กล็อต โอสถสภา มูลค่ากว่า 1.26 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มเพชร โอสถานุเคราะห์ ผงาดผู้ถือหุ้นใหญ่ 23.80% เสริมพอร์ตหุ้น 6 หมื่นล้าน

นับเป็นอีกข่าวใหญ่ในตลาดหุ้นเมืองไทย เมื่อ เพชร โอสถานุเคราะห์ และกลุ่ม Orizon ขายหุ้นบิ๊กล็อต บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) รวม 12.69% ให้กับ นิติ โอสถานุเคราะห์ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 16.65% ส่งผลให้ นิติ มีหุ้นในโอสถสภารวมทั้งสิ้น 23.80%

นิติ โอสถานุเคราะห์

นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัท 2 ราย ในกลุ่ม Orizon ได้แก่ Orizon Limited และ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ได้ขายหุ้นของบริษัท ที่ถืออยู่โดยรวมจำนวน 381.35 ล้านหุ้น คิดเป็น 12.69% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท แบ่งเป็นสัดส่วนของ Orizon Limited ขาย 261.06 ล้านหุ้น คิดเป็น8.69% และนายเพชร ขายหุ้นที่ถือออกมาทั้งหมด 120.29 ล้านหุ้น คิดเป็น 4%ของทุนจดทะเบียน

ทั้งนี้ จากหุ้นบิ๊กล็อตดังกล่าว มีนายนิติ โอสถานุเคราะห์ เป็นผู้ซื้อเพิ่มเติมเป็นจำนวน 215,000,000 หุ้น คิดเป็น 7.16%ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว และมีนักลงทุนรายอื่น ๆ ได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ เป็นจำนวน 166,359,000 หุ้น คิด 5.53%ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ

ภายหลังการซื้อขายหุ้นจำนวนดังกล่าว ทำให้กลุ่ม Orizon ลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 833,695,700 หุ้น หรือ 27.75% เหลือ 425,336,700 หุ้น หรือ 15.06% ขณะที่นายนิติ ถือหุ้นเพิ่มจาก 500,030,000 หุ้น หรือ 16.65% เป็น 715,030,000 หุ้น หรือ 23.80%

กลุ่ม Orizon ได้แจ้งเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ของการขายหุ้นครั้งนี้ เนื่องจากมีความสนใจที่จะอุทิศทรัพยากรของตนไปใช้ในโครงการอื่น ๆ ซึ่งมุ่งหมายไปที่โครงการด้านศิลปะวัฒนธรรมและการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อจะได้ช่วยวางรากฐานของวงการศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษาของประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุน

ทั้งนี้ จากการคำนวณราคาเฉลี่ยของการซื้อขายที่หุ้นละ 33 บาท จะทำให้กลุ่ม Orizon ได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ 12,585 ล้านบาท

สำหรับผู้ถือหุ้นกลุ่ม Orizon เป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำการร่วมกัน หรือ acting in concert ประกอบด้วยด้วยผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ Orizon Limited นายรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ นายภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายภูรี โอสถานุเคราะห์ นายคฑา โอสถานุเคราะห์ และนายนาฑี โอสถานุเคราะห์

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท โครงสร้างการจัดการ และนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อขยายธุรกิจให้แข็งแกร่งและมั่นคงในประเทศไทยและในภูมิภาค สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

เขย่าโครงสร้างบริหารครั้งใหญ่ ปี 63

ก่อนหน้านี้ ในปี 2563 โอสถสภาได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ โดย นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอ ด้วยเหตุผล ปัญหาด้านสุขภาพ โดยยังคงดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการ

ขณะที่โครงสร้างบริหารใหม่ ได้ดึง นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน) และประธานยูนิลีเวอร์(ไทย) มาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารแทน พร้อมทั้งแต่งตั้ง นายธนา ไชยประสิทธิ์ หนึ่งในผู้บริหารรุ่นที่ 4 ของตระกูลโอสถานุเคราะห์ ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการ ประธานกรรมการบริหารแทน

นอกจากนี้ยังแต่งตั้งให้ นายธัชรินทร์ โอสถานุเคราะห์ ขึ้นมาเป็นรองประธานคณะกรรมการบริหาร ร่วมกับคณะกรรมการในชุดนี้ด้วย ส่วนนางวรรณิภา ภักดีบุตร ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

ขณะที่ผลประกอบการของบริษัท โอสถสภา ในปี 2562 พบว่า มีรายได้รวม 21,888 ล้านบาท มีผลกำไร 3,038 ล้านบาทและในปี 2563 มีรายได้ 22,277 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 3,357 ล้านบาท

การซื้อหุ้นเพิ่มใน โอสถสภา ของ นายนิติ ครั้งนี้ ยังเป็นการเสริมพอร์ตหุ้น ของนายนิติ ที่เข้าถือหุ้นในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ให้มีมูลค่าพอร์ตทะลุกว่า 6 หมื่นล้านบาท จากเดิม ที่มีพอร์ตในมือกว่า 5 หมื่นล้านบาท

รายงานข่าวระบุว่า นายนิติ ถือเป็นหนึ่งในเซียนหุ้น และติดอันดับท็อปเท็น เศรษฐีหุ้นไทยมาหลายปี เห็นได้จากการเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 12 บริษัท

เปิดพอร์ต นิติ โอสถานุเคราะห์ 

  • บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP นิติ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สัดส่วน 23.80% จำนวน 715,030,000 หุ้น มูลค่า 23,596 ล้านบาท
  • บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 สัดส่วน 9.55% จำนวน 495,800,851 หุ้น มูลค่า 15,989 ล้านบาท
  • บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 สัดส่วน 5.06% จำนวน 665,764,862 หุ้น มูลค่า 9,720.16 ล้านบาท
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ถือหุ้นใหญ่อันดับ 18 สัดส่วน 0.88% จำนวน 79,430,100 หุ้น มูลค่า 4,964.38 ล้านบาท
  • บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ถือหุ้นใหญ่อันดับ 7 สัดส่วน 1.72% จำนวน 77,050,300 หุ้น มูลค่า 3,351.68 ล้านบาท
  • บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 สัดส่วน 2.51% จำนวน 375,238,190 หุ้น มูลค่า 1,125.71 ล้านบาท
  • บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 สัดส่วน 3.06% จำนวน 41,314,611 หุ้น มูลค่า 1,032.86 ล้านบาท
  • บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ถือหุ้นใหญ่อันดับ 13 สัดส่วน 1.01% จำนวน 3,334,336 หุ้น มูลค่า 660.19 ล้านบาท
  • บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ถือหุ้นใหญ่อันดับ 11 สัดส่วน 2.09% จำนวน 2,224,362 หุ้น มูลค่า 629.49 ล้านบาท
  • บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SNP ถือหุ้นใหญ่อันดับ 20 สัดส่วน 0.98% จำนวน 4,800,500 หุ้น มูลค่า 48.48 ล้านบาท
  • บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC ถือหุ้นใหญ่อันดับ 9 สัดส่วน 1.92% จำนวน 3,840,500 หุ้น มูลค่า 47.62 ล้านบาท
  • บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) หรือ OGC ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 สัดส่วน 1.63% จำนวน 346,800 หุ้น มูลค่า 7.28 ล้านบาท

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team