ดูหนังออนไลน์
General

ไฟเขียวตั้ง ‘กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ’ หักเงินลูกจ้างเป็นเงินออม

ครม.ไฟเขียว “ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” ตั้ง “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” ดึงแรงงานเข้าสู่ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กำหนดเงินสมทบ 3 – 10%

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” และคาดว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป จะมีคนไทยอายุถึง 60 ปี เพิ่มขึ้นปีละล้านคน แต่ประชาชนไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออมและการวางแผนทางการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เพื่อให้ประชาชนเมื่อเข้าถึงวัยสูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ และเป็นการสร้างวินัยการออมของประชาชนวัยทำงาน ครม.จึงอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ฉบับแรก เป็น “ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” โดยมีสาระสำคัญ คือ จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ “กบช.” ให้เป็นหน่วยงานของรัฐ และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

สำหรับกองทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ให้เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบ ทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์กรมหาชน และพนักงานในรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญ ซึ่งกองทุนนี้จะถือเป็นศูนย์กลาง บูรณาการการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบำเหน็จบำนาญด้วย

อย่างไรก็ตาม ในสาระของกฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเป็นสมาชิกของ กบช.

ทั้งนี้ กำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่ายโดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน เช่น ลูกจ้างตั้งแต่ปีที่ 1 – 3 จะต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3% ของค่าจ้าง ลูกจ้างตั้งแต่ปีที่ 4 – 6 ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 7 – 10% ของค่าจ้าง

ส่วนกรณีที่ลูกจ้างมีเงินเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ให้นายจ้างส่งเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว ส่วนการรับเงินจาก กบช. จะได้รับเมื่อสมาชิกมีอายุครบ 60 ปี โดยสามารถเลือกเป็นบำเหน็จ หรือบำนาญเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลา 20 ปี

ส่วนร่างกฎหมายที่ 2 คือ ร่างกฎหมายคณะกรรมการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ จะเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแนวทางการจัดระบบบำเหน็จบำนาญในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ จะมีทั้งหมด 10 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งครม.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีการตรวจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team