ดูหนังออนไลน์
Branding

จากแซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11 ‘NSL’ ลุยอาหารแห่งอนาคต ไต่ยอดขาย 6,000 ล้าน

แซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11 ที่ปักธงอยู่คู่เซเว่นอีเลฟเว่นมากว่า 15 ปี ก้าวใหม่ของ เอ็นเอสแอลฟู้ดส์ จะมุ่งสู่เทรนด์อาหารแห่งอนาคต สร้างความยั่งยืน

ในปี 2549 บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (NSL) ได้เริ่มเปิดตำนาน แซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11 ครั้งแรก จนถึงวันนี้ NSL มียอดขายหลักพันล้านบาท และมียอดขายแซนด์วิช วันละ 3 แสนชิ้น!! พร้อมวางเป้าหมายยอดขายในปี 2564 ถึง 3,500 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นยอดขายจากการจำหน่ายเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น ถึง 90%

แซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11

นายสมชาย อัศวปิยานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า จากจุดเริ่มต้นทำธุรกิจอาหารแช่แข็งเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา น้อยคนจะรู้ว่า NSL เป็นผู้บุกเบิกพัฒนาอาหารกล่องแช่แข็งแบรนด์ อีซี่โก ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน ร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่น และเริ่มส่งสินค้ากลุ่มแซนด์วิชแช่เย็น แซนด์วิชปูอัด แซนด์วิชหมูหยอง ขนมปัง จำหน่ายให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น

ขณะที่ในเวลานั้น เซเว่นอีเลฟเว่น เริ่มขายแซนด์วิชในร้าน โดยมีพนักงานเป็นคนทำ แต่พบปัญหาคือ งานของพนักงานมีมาก ขายไม่ทัน ทำให้ขาดโอกาสในการขาย ประกอบกับเป็นช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 น้ำท่วมโรงงานจนผลิตสินค้าไม่ได้

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ เซเว่นอีเลฟเว่น เข้าร่วมทำเอ็มโอยู ให้บริษัทเป็นผู้ผลิตรายหลักกลุ่มแซนด์วิชอบร้อน เบเกอรี่ และขนมหวาน โดยพัฒนาร่วมกัน และจำหน่ายเฉพาะในเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น ขณะที่เซเว่นอีเลฟเว่นเอง ก็มีสัญญาที่จะไม่นำสินค้าที่บริษัทผลิต ไปให้ผู้ผลิตรายอื่นผลิต

“ถือเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัท ซึ่งจากการทำงานร่วมกันมานาน ทำให้เรารู้จักการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรของเซเว่นฯ เป็นอย่างดี จนทำให้เกิดความไว้ใจ และเชื่อมั่น จึงมีการต่อสัญญาเรื่อยมา ล่าสุดต่อสัญญาถึงปี 2569 และทำให้เกิดการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง”นายสมชัยกล่าว

ปัจจุบัน สินค้าขายดีในเซเว่นอีเลฟเว่น จะเป็นกลุ่มแซนด์วิชอบร้อน โดยเฉพาะไส้แฮมชีส ไส้กรอกชีส ครัวซองด์ชีส หมูหยองน้ำสลัด ซึ่งทำยอดขายได้ถึงปีละกว่า 200 ล้านชิ้น รวมถึงกลุ่มขนมอย่างเอแคลร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 2 ปี 2564 ขายหุ้นระดมทุน 75 ล้านหุ้น เพื่อต่อยอดธุรกิจที่วางแผนขยายธุรกิจอาหารในหลายเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแห่งอนาคต

ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจของ NSL คือ ก้าวเดินนับจากนี้ ที่มีแผนขยายธุรกิจการผลิตอาหาร ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “Nutrition Sustainable for Life”

สินค้ากลุ่มใหม่ที่ NSL มองไว้และจะเริ่มขับเคลื่อนภายในปีนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การพัฒนาอาหารที่เหมาะกับแต่ละช่วงอายุ อาหารโปรตีนสูงในกลุ่มจิ้งหรีด และกลุ่ม แพลนต์เบส หรืออาหารจากพืช โดยเตรียมลงทุน 350 ล้านบาท สร้างโรงงานสำหรับสินค้ากลุ่มใหม่ ในรูปแบบอาหารแช่แข็ง อาหารแช่เย็น และอาหารอบแห้ง โดยคาดว่าโรงงานใหม่จะเสร็จพร้อมผลิตในปี 2566

พร้อมกันนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส นำเข้าอาหารทะเล เนื้อสัตว์และผักแช่แข็ง โดยเข้าซื้อกิจการจาก บริษัท ควอลิตี้ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด เข้ามาเป็นแผนกหนึ่งของบริษัทฯ

ส่วนทิศทางในปี 2564 จะมีการเพิ่มในส่วนของสูตรปรุงอาหารสำหรับเชนร้านอาหารในลักษณะ ready to eat หรือ ready to cook มากขึ้น และล่าสุดพัฒนา สแน็คนวัตกรรมเพื่อเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ มุ่งส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ และวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

แซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11

นายสมชายกล่าวว่า จากแผนขยายธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย แผนธุรกิจในระยะเวลา 5 ปี (2564-2568) ตั้งเป้าเติบโตด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสัดส่วนรายได้ใน 5 ปีข้างหน้า ที่เกิดจากธุรกิจอื่น (non 7-Eleven) ในสัดส่วน 30% และอีก 70% เป็นธุรกิจร่วมกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ จากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อยู่ที่กว่า 90%

สำหรับแผนขยายธุรกิจ ไปยังตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยบริษัทเตรียมแผนจะพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และอาหารสำหรับคนในแต่ละช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งจะเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน รวมไปถึงอาหารสำหรับผู้ป่วย ที่เน้นรสชาติที่ถูกปากและความปลอดภัย จำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ และผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น

แซนด์วิชอบร้อนขายดีใน 7-11

ปัจจุบัน บริษัทได้เป็นพันธมิตรกับ นักธุรกิจที่ทำแป้งโปรตีนสูงจากจิ้งหรีด ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมุ่งเน้นส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นสินค้าประเภทเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว อาทิ ทองม้วนผงจิ้งหรีด เบเกอรี่ผงจิ้หรีด เป็นต้น รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของสแน็ค เพื่อจับกลุ่มคนรักสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ Natural Bites คาดว่าจะวางเริ่มวางจำหน่ายได้ในไตรมาส 2 ปี 2564

สำหรับรายได้ในปี 2563 สิ้นสุดไตรมาส 3 เดือนกันยายน 2563 บริษัทมีรายได้รวม 2,164.9 ล้านบาท โดยกลุ่มของเบเกอรี่และอาหารรองท้องคิดเป็น 94.5% ของรายได้ทั้งหมด ในส่วนของธุรกิจฟู้ด เซอร์วิสมีรายได้ 94.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

WANPEN PUTTANONT