ดูหนังออนไลน์
Stock - Finance

ส่องราคาเป้าหมาย หุ้นเครือซีพี! 4 บริษัทใหญ่

สรุปงบหุ้นเครือซีพี ปี 2563 พร้อมส่องกล้องมองราคาเป้าหมายหุ้นในกลุ่มของ 4 บริษัททั้ง ” CPALL-CPF-MAKRO- TRUE”
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (กลุ่มซีพี) ที่นำโดยเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ คือ อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย เนื่องจากมี Ecosystem ของเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย บริษัทหลักในเครือมากกว่า 30 บริษัท แบ่งเป็น 8 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจการเกษตรและอาหาร, ค้าปลีก, การสื่อสารและโทรคมนาคม, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ยานยนต์ และการเงิน

ขณะที่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ก็มีหุ้นของกลุ่มซีพี ให้นักลงทุนได้เลือกช้อปอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นหุ้น CPALL, CPF, MAKRO และ TRUE คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) รวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 6% ของตลาดหุ้นไทยทั้งหมด

สำหรับใครที่สนใจลงทุนอยากจะลงทุนกับหุ้นของซีพีบ้าง วันนี้เราจึงได้สรุปข้อมูลผลประกอบการ ประจำปี 2563 ของหุ้นทุกตัวในเครือ พร้อมประเด็นสำคัญ และเช็กราคาเป้าหมายในอนาคต

1. CPF – บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

รายได้รวม 5.89 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 6.50% และกำไรสุทธิ 2.18 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 41% จากปี 2562

สรุปประเด็นสำคัญ : สังเกตได้ว่าปีนี้ CPF คือบริษัทที่มีกำไรโตก้าวกระโดด แทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติรอบนี้เลย เนื่องจากสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ และปรับช่องทางการขาย ที่หลากหลายขึ้น

นอกจากนี้ การที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก มาจากการให้ความสำคัญในการควบคุมประสิทธิภาพและต้นทุนด้วยเทคโนโลยี รวมถึงรับผลบวกจากราคาหมูที่ดีขึ้นในเวียดนามและไทย แต่ราคาหุ้นกลับไม่ได้วิ่งตามงบที่ออกมาเท่าไหร่นัก

2. CPALL – บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

รายได้รวม 5.46 แสนล้านบาท ปรับลดลง 4.38% และกำไรสุทธิ 1.61 หมื่นล้านบาท ปรับลดลง 28% จากปี 2562

สรุปประเด็นสำคัญ : รายได้หลักของ CPALL มาจากร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven กว่า 60% ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบต่อยอดขายมากกว่าที่คิด แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย เพราะมีการชดเชยมาจากการที่บริษัทเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ได้ตามแผน 720 สาขา ทำให้ ณ สิ้นปีมีสาขาทั้งสิ้น 12,432 สาขา

แต่จุดสำคัญคือกำไรสุทธิที่หดหายไปค่อนข้างมาก เนื่องจากยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ติดลบลงกว่า 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันอยู่ที่ 70,851 บาท ยอดซื้อต่อบิลโดยประมาณเท่ากับ 75 บาท ขณะที่จํานวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 949 คน

 3. MAKRO – บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

รายได้รวม 2.18 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 3.80% และกำไรสุทธิ 6.56 พันล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2562

สรุปประเด็นสำคัญ : MAKRO ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี 2563 ราคาขึ้นมา 18% สอดคล้องกับผลประกอบการที่รายได้และกำไรสุทธิยังเติบโตได้ต่อเนื่อง สาเหตุก็มาจากฐานลูกค้าที่มากขึ้น และบริษัทได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อาทิ คนละครึ่ง เราชนะ เป็นต้น

4. TRUE – บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

รายได้รวม 1.38 แสนล้านบาท ปรับลดลง 13.76% และกำไรสุทธิ 1.05 พันล้านบาท ปรับลดลง 81% จากปี 2562

สรุปประเด็นสำคัญ : แม้มีจำนวนยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม แต่จุดบอดของบริษัทก็ยังเป็นเรื่องของภาระต้นทุนที่สูงลิ่ว ทั้งยังมีค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นตามการขยายโครงข่ายตามคลื่นความถี่ที่ได้รับเพิ่มในปีนี้ ประกอบกับการปรับมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS16 เป็นแรงกดดันให้เป็นปีที่ไม่สดใสเลยสำหรับ TRUE

เช็กราคาเป้าหมายปี 2564 ของหุ้นเครือซีพี

รวบรวมราคาเป้าหมายของ 4 หุ้นเครือซีพี จาก IAA Consensus ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

 ภาพรวมของกลุุ่มซีพีในปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าได้รับผลกระทบพอสมควร ซึ่งหากมองในแง่มูลค่าของหุ้นนั้นมีเพียงหุ้น MAKRO เท่านั้น ที่สร้างผลงานได้โดดเด่นแก่นักลงทุน ส่วนที่เหลือพบว่าราคาหุ้นยังคงซึมๆ และเป็นช่วงไซด์เวย์ แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังจัดว่าเป็นธุรกิจน้ำดี เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย เชื่อว่าซีพีก็คงเป็นหุ้นกลุ่มแรกๆ ที่จะกลับสดใสได้เหมือนเดิม

หมายเหตุ | บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำหรือแนะนำให้ซื้อ ถือหรือขายหุ้นแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Park Kathawut
แชร์วิธีคิด แบ่งปันความรู้ การเงิน การลงทุน