ดูหนังออนไลน์
Politics

‘บิ๊กตู่’ ย้ำ!! ‘วัคซีนโควิด’ ล็อตแรกฉีดให้บุคลากรด่านหน้าพื้นที่เสี่ยงก่อน

“นายกรัฐมนตรี” ยืนยัน “วัคซีนโควิด” ล็อตแรก 14 กุมภาพันธ์นี้จะฉีดให้กับบุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่เสี่ยง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จัดรายการผ่านพอดแคสต์ (PODCAST)ทางเพจไทยคู่ฟ้า โดยระบุว่า ฝากความห่วงใย และขอให้ประชาชนอดทน กับสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ขอให้ทุกคนร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการ และขอโทษหากดำเนินการทุกอย่างไม่ทันใจ แต่จะเร่งรัดให้มากที่สุด

“ตนรับฟังข้อเรียกร้องจากทุกกลุ่ม หากเรื่องใดดำเนินการได้ก็จะดำเนินการทันที ล่าสุด ได้ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงาน ให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ในการลดการส่งเงินสมทบเข้าประกันสังคม รวมถึงการชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างแล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายมาตรการ เช่น ขยายเวลาการยื่นแบบการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2563 ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และการลดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในรอบปี 2564 รวมถึงการเตรียมการที่จะช่วยเหลือ ผู้ที่ไม่มีฐานข้อมูลในการลงทะเบียนโครงการเราชนะ ที่จะเริ่มดำเนินการ 29 มกราคมนี้ โดยยืนยันว่าจะใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การจัดซื้อวัคซีนป้องกัน โควิด-19 โดยยืนยันว่า คนไทยทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องฉีด พร้อมย้ำว่า ไม่ต้องกังวล เรื่องคุณภาพของวัคซีน เพราะรัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

โดยวัคซีนต้องได้รับการรับรองจาก อย. ซึ่งจะฉีดวัคซีนในระยะแรกจำนวน 19 ล้านคน แบ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 1.7 ล้านคน ผู้มีโรคประจำตัว 6.1 ล้านคน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน เจ้าหน้าที่ควบคุมโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วย 15,000 คน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า วัคซีนลอตแรกจำนวน 50,000 โดส จะเข้ามาในเร็วๆนี้ และจะฉีดให้กับบุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่เสี่ยง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนระยะที่สองจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2564 ขึ้นอยู่กับวัคซีนจะทยอยเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด โดยในส่วนนี้จะครอบคลุมประชาชนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงลำดับถัดไป และจะปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการให้ดีที่สุด ซึ่งไทยถือเป็นฐานการผลิตวัคซีนของอาเซียน เชื่อว่าจะมีเพียงพอต่อความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team