Properties

‘บาเนีย’ เผยอสังหาฯแนวรถไฟฟ้าหมอชิต-คูคต ‘รายใหญ่กินรวบ’

นางสาวอัญชนา วัลลิภากร

พื้นที่ต่อเนื่องโซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ จากโครงการถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว หมอชิต-คูคต เป็นอีกเส้นทางที่การพัฒนาอสังหาฯเกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใกล้แล้วเสร็จ และเป็นเส้นทางที่เชื่อมตรงกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ในปัจจุบัน

ทำให้อนาตทำเลนี้จะสามารถใช้บริการรถไฟฟ้า เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกและรวดเร็ว โครงการอสังหาฯต่างๆ ทั้งแนวสูงแนวราบ จึงแข่งกันเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างคึกคัก ล่าสุด บาเนีย ซึ่งเป็นบริษัทฐานข้อมูลอสังหาฯจาก Big Data ได้รวบรวมข้อมูล การเปิดตัวของอสังหาฯในทำเลนี้ พบกำลังขยายตัวอย่างน่าสนใจ

จำนวนโครงการอสังหา ตามแนวรถไฟฟ้าหมอชิต-คูคต

นางสาวอัญชนา วัลลิภากร ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาเกี่ยวกับ Big Data ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบ Comprehensive Marketplace และ Data Platform รายแรกของประเทศไทย เปิดเผยว่า ทีม Data Insight ของบริษัท ได้สำรวจโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงหมอชิต-คูคต ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียม เข้าสู่ตลาดมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เพื่อติดตามดูว่า โครงการของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใดบ้าง ที่ครองตลาดในแต่ละพื้นที่ ตามแนวรถไฟฟ้าเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมีระยะทาง 18.4 กม. และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2563

ภาพรวมโครงการที่อยู่อาศัยตามเส้นทางส่วนต่อขยายในระยะ 5 กม.ขนานไปกับเส้นทางรถไฟฟ้า ประกอบไปด้วยบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด จำนวน 268 โครงการ ทาวน์โฮม 290 โครงการ และคอนโดมิเนียม 425 โครงการ

เจ้าตลาดแนวสูง

จากกว่า 900 โครงการที่สำรวจพบ เป็นโครงการของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) มากที่สุด แต่ก็ยังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อีกหลายราย ที่พัฒนาโครงการในพื้นที่อยู่เช่นเดียวกัน เช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอพี  (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท รายกลาง รายเล็กที่ติด Top 10  ของผู้พัฒนาในโซนหมอชิต-คูคต รวมอยู่ด้วย เช่น บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด บริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด เป็นต้น

“พฤกษาฯ”เจ้าตลาดแนวราบ

ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นเจ้าตลาด โดยมีจำนวนโครงการที่มากกว่าบริษัทอื่น แต่แบรนด์อื่นๆ ก็พร้อมจะเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวรถไฟฟ้าที่ยังมีช่องว่างอยู่  ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่ตั้งอยู่ในระยะไม่เกิน 2 กม.จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย หมอชิต-คูคต

ส่วนใหญ่ราคาเริ่มต้นอยู่ในช่วง 1-3 ล้านบาท คิดเป็น 41.5% ขณะที่ราคา 3-7 ล้านบาท มีอีกกว่า 38.2% โดยมีราคากลางเริ่มต้นที่ 3.2 ล้านบาท/ยูนิต ส่วนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 ล้านบาท/ยูนิต

เจ้าตลาดแนวราบ

ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่อยู่ในระยะ 2-5 กม.จากแนวรถไฟฟ้า โครงการที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ในระดับราคา 3-7 ล้านบาท คิดเป็น 44.8% รองลงมาคือกลุ่มราคา 1-3 ล้านบาท คิดเป็น 39.1% โดยมีราคากลางอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท/ยูนิต และราคาเฉลี่ยที่ 5 ล้านบาท/ยูนิต

เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ระยะ 2-5 กม.จากแนวรถไฟฟ้ากลับมีราคากลางที่สูงกว่าโครงการที่อยู่ในระยะห่างไม่เกิน 2 กม. เนื่องจากมีโครงการที่ราคามากกว่า 7 ล้านบาท อยู่มากถึง 13.8% สำหรับเจ้าตลาดในพื้นที่นี้เป็นของ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)   และ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

คอนโด 1-3 ล้านบาทครองตลาด 55.7%

สำหรับโครงการคอนโดติดรถไฟฟ้า ในระยะไม่เกิน 800 เมตร ในพื้นที่ส่วนต่อขยายหมอชิต-คูคต ส่วนใหญ่มีราคาอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงถึง 55.7% และราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท อีก 31.4%  มีผู้นำตลาดคอนโดติดรถไฟฟ้า 3 อันดับแรก ได้แก่  บริษัท รีเจ้นท์ กรีนพาวเวอร์ ซึ่งจับตลาดราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดคอนโดระดับล่างติดรถไฟฟ้าในเส้นทางนี้

สัดส่วนราคาคอนโด

ส่วนอันดับที่ 2 และ 3 ได้แก่ บริษัท  ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)ที่มุ่งเน้นในตลาด 1-3 ล้านบาทเป็นหลัก

ทั้งนี้หากแยกย่อยลงไปในตลาดคอนโดระยะ 800 เมตร-2 กม.จากแนวรถไฟฟ้า ถือเป็นตลาดของ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท อีกครั้ง โดยมีโครงการคอนโด ทั้งในระดับราคา 1-3 ล้านบาท และ 3-7 ล้านบาท แต่ถ้านับเฉพาะโครงการในระดับราคา 1-3 ล้านบาท บริษัท  พฤกษา ยังมีโครงการในพื้นที่น้อยกว่า บริษัท เท็น ไทย ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด

ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่พัฒนาโครงการในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยมีราคากลางที่ 1.58 ล้านบาท/ยูนิต ราคาเฉลี่ยที่ 1.73 ล้านบาท/ยูนิต

ส่วนตลาดคอนโดในระยะ 2-5 กม. จากแนวรถไฟฟ้า เจ้าตลาดเป็นบริษัท บริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ ที่พัฒนาคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทเป็นหลัก ส่วนตลาดราคาระดับบน 3-7 ล้านบาท เป็นของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์)

ขณะที่คอนโดระดับราคา 1-3 ล้านบาท เป็นของ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ที่พบมากถึง 12 โครงการ ลงมาเป็นอันดับ 2 ได้แก่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) จำนวน 6 โครงการ

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นอันดับ 3 มีจำนวน 5 โครงการ โดยมีราคากลางเริ่มต้นที่ 1.62 ล้านบาท/ยูนิต และราคาเฉลี่ย 1.98 ล้านบาท/ยูนิต

สัดส่วนราคาบ้าน และทาวน์โฮม

รายย่อยปักธงที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบแต่ละแบรนด์ตามราคา  จะพบว่า ตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นของบริษัท  รีเจ้นท์ กรีน พาวเวอร์ ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องราคา และทำเลที่สะดวกในการเดินทาง

ส่วนเจ้าตลาดในกลุ่มราคา 1-3 ล้านบาท และราคา 3-7 ล้านบาท  ได้แก่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท  โดยอันดับ 2 ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย

ส่วนที่อยู่อาศัยราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป เป็นของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์)  จากข้อมูลทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่ตลาดที่จะผูกขาดการค้ากันได้ง่ายๆ และทำให้ผู้บริโภคยังมีทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการ และงบประมาณที่มี

 

Add Friend Follow
อรวรรณ หอยจันทร์
อรวรรณ หอยจันทร์ หลายมุมมอง : orawan@thebangkokinsight.com