ดูหนังออนไลน์
Lifestyle

‘สุพรรณบุรี’ กินอาหารถิ่น เที่ยวธรรมชาติ

บันทึกการเดินทางในครั้งนี้ ลุงม่วงจะพาไปเที่ยวที่จังหวัดสุพรรณบุรี อีกหนึ่งจังหวัดที่เดินทางง่ายไม่ไกลมากนัก 

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่ อุทยานแห่งชาติพุเตย อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ลุงม่วงเดินทางมาที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 3 ตะเพินคี่ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านตะเพินคี่ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นคนละจุดกับที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย และอยู่ห่างกันราว 26 กิโลเมตร

เส้นทางเข้ามาที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่3 ตะเพินคี่ แห่งนี้ ช่วง 14 กิโลเมตรสุดท้าย ถนนยังไม่ดีนัก เป็นทางลูกรังขรุขระ และบางช่วงสูงชัน ยังไม่เหมาะกับรถเก๋งในช่วงฤดูฝน ส่วนในฤดูอื่นๆ รถเก๋งก็พอไปได้ แต่ต้องค่อยๆ ไปเท่านั้น

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่3 ตะเพินคี่ ก็คือการขึ้นไปพิชิต ยอดเขาเทวดา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เรากางเต็นท์ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยจะเป็นการเดินเท้าพื้นราบราว 200 เมตร และเดินขึ้นภูเขาที่สูงชันอีกราว 800 เมตร ปัจจุบันได้ทำบันไดปูนเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังสูงชันพอสมควร ไม่เหมาะกับผู้มีโรคประจำตัว

ยอดเขาเทวดา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี มีความสูง 1,123 เมตร ใช้เวลาเดินเท้าราว ชั่วโมงกว่าๆ จากจุดกางเต็นท์ ด้านบนยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เราสามารถชมวิวในมุมสูงได้โดยรอบ 360 องศา ถ้าโชคดีอาจได้เจอทะเลหมอกด้วยนะครับ

ด้านบนของยอดเขาเทวดายังมีพระพุทธรูปให้เราได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

ใครเลยจะคิดว่า สุพรรณบุรีก็มีป่าเขา มีธรรมชาติที่งดงาม ครั้งหนึ่งที่เครื่องบินเลาดาแอร์ตกที่อุทยานแห่งชาติพุเตย กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตกว่า 223 ศพ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ยังคงอยู่ในความทรงจำที่ไม่อาจจะลืมเลือนให้จางหายลงไปได้

น้ำตกตะเพินคี่น้อย อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เรากางเต็นท์ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 3 ตะเพินคี่ มากนัก เส้นทางเดินเท้าไปยังน้ำตกจะผ่านหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงตะเพินคี่ ใช้เวลาเดินราว 20 นาทีเท่านั้น

น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ จะอยู่ระหว่างทางที่เข้ามา หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 3 ตะเพินคี่ จอดรถริมทาง และเดินเท้าอีกราว 30 นาที ทางเดินไม่ลำบากมากนัก

หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ตั้งอยู่ ตำบล วังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนเข้าไปด้านในอย่าลืมสแกน QR-CODE กันก่อนนะครับ

หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ได้รับมาตรฐาน SHA ด้านสุขอนามัย และมีความปลอดภัยโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดทำขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

SHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration มีชื่อเต็มในภาษาไทยว่า โครงการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย เป็นโครงการความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ

โดยนำมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของสถานประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจากสินค้าและบริการนั้นๆ

หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เราจะได้ชมความน่ารักแสนรู้ของควายไทย ที่หลายคนไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน ทั้งยังเป็นสถานที่รวบรวมวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านภาคกลางเอาไว้ โดยจัดสรรพื้นที่เป็นหมู่บ้านชาวนา แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีลานนวดข้าว คอกควาย บ้านเรือนไทยในภาคกลาง ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบย้อนยุค และกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ

เรายังจะได้ชมการทำนาแบบโบราณ ที่ยังใช้แรงงานจากควาย และอุปกรณ์การทำนาแบบโบราณ มีพื้นที่จำลองในการทำเกษตรกรรม ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รวมทั้งสวนผีเสื้อนานาพันธุ์ สวนกล้วยไม้ หมู่บ้านชาวนา และสวนสมุนไพร

นอกจากนั้นยังมีเรือนต่างๆ เช่น เรือนแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทย และการใช้สมุนไพร เรือนโหราศาสตร์ ส่วนด้านหน้าทางเข้ามี ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อีกด้วย

สำหรับการแสดงควายไทย จัดให้ได้ชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ รอบ 11.00 น. และ 15.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีการแสดงรอบ 11.00 น. 14.30 น. และ 16.00 น.

ที่นี่ยังมีกิจกรรมสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่สนใจ อาทิ กิจกรรมสุพรรณสัญจร “ย้อนอดีตวิถีชีวิตไทย” โดยผู้ร่วมกิจกรรม จะได้รับฟังคำบรรยาย เรื่องข้าว ชาวนา ควาย พิธีการทำขวัญข้าว และลงมือทำกิจกรรม ไถนา คราดนา หว่านข้าว ดำนา รวมทั้งมีการเรียนการสอนบังคับควายในการใช้งาน ได้แก่ การขึ้นควาย การให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา

เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.อัตราค่าบริการเข้าชม ชาวไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท / ชาวต่างประเทศผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 100 บาท

นาเฮียใช้ ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

นาเฮียใช้ หรือ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่รวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจ และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในวิถีของเกษตรกรที่ทรงคุณค่าให้ได้ศึกษา สร้างขึ้นจากความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนคนไทย ก่อตั้งโดยนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา

จุดประสงค์ของการก่อตั้ง นาเฮียใช้ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร พร้อมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ความรู้ และการทำนาอย่างถูกวิธี ให้บุคคลทั่วไปได้เห็นถึงความสำคัญของข้าว และชาวนา อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้ที่สนใจได้เข้าชม

แต่ละโซนของนาเฮียใช้ จะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และให้ความรู้ ไฮไลท์ในการเข้าชมภายในศูนย์เรียนรู้คือ การชมแปลงนาสวยที่ปลูกให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ อาทิ แผนที่ประเทศไทย หรือการปลูกข้าวสีเขียวสลับกับต้นข้าวสีดำ แปลงเป็นอักษรรูปร่างต่าง ๆ อีกด้วย

ภายในศูนย์การเรียนรู้แบ่งพื้นที่เรียนรู้ออกเป็นหลายส่วน ได้แก่

  • เรือนหนังสือพระราชกรณียกิจ และเรือนหนังสือข้าว
  • เรือนศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ
  • เรือนพระแม่โพสพ
  • เรือนวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต
  • หอเตือนภัยชาวนา
  • ร้านโชห่วย หรือร้านขายของในอดีต
  • อุโมงค์โรค แมลง ข้าววัชพืช และวัชพืชข้าว

บุคคลทั่วไปเยี่ยมชมฟรี นักเรียนชั้นระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่รวมการดำนา ระดับชั้นอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ครึ่งราคา และไม่รวมการดำนา

นอกจากนี้ที่นาเฮียใช้ ยังมีร้านของฝากบริการอีกด้วย ก่อนเข้าไปด้านในก็อย่าลืมปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยกันด้วยนะครับ

สินค้าของฝากก็จะเป็นจำพวกข้าวต่างๆ เพื่อสุขภาพ หลากหลายชนิดพันธุ์ ที่เป็นที่นิยมของแต่ละภูมิภาค เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวเหลืองอ่อน ข้าวเหนียวลืมผัว และข้าวนาปรัง ที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม ในรูปแบบของข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และข้าวขาว บรรจุอยู่ในแพ็คสุญญากาศ เพื่อสะดวกในการเก็บรักษาได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพ เลือกซื้อสินค้ากลับบ้าน อย่าลืมใช้ถุงผ้ากันนะครับ

วัดไผ่โรงวัว ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

วัดไผ่โรงวัว เป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยมีจุดเด่น คือ พระพุทธรูปปูนปั้นองค์สีขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง นามว่า พระกะกุสันโธ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย

นอกจากนี้ยังมี พระพุทธโคดม พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ และภายในวัดยังมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น พระพุทธรูปต่างๆ รูปหล่อพุทธประวัติ พระโพธิสัตว์ พระวิหารร้อยยอด เจดีย์ร้อยยอด สังเวชนียสถานจำลอง

บริเวณด้านหน้าองค์พระพุทธรูปพระกะกุสันโธ ยังมีฆ้องที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เมืองสวรรค์ และ เมืองนรกจำลอง สร้างขึ้นเพื่อย้ำเตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงเรื่องบาปกรรม โดยมีสาระสำคัญที่พยายามชี้ให้เห็นถึงผู้ที่คิดร้ายต่อบิดามารดาของตัวเอง ต้องมาอยู่ในนรกภูมิเกิดเป็นเปรต และอสูรกาย เวียนว่ายตายเกิดอย่างทุกข์ทรมาน ตามหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

ไหว้พระขอพรกันเรียบร้อยแล้ว ก็มาเดินเลือกซื้อของฝากขึ้นชื่อในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ตลาดต้องชม บริเวณวัดไผ่โรงวัว ของฝากขึ้นชื่อก็จะเป็นผลิตภัณฑ์จำพวกปลาต่างๆ รวมถึง ผลิตภัณฑ์แปรรูป น้ำพริกต่างๆ สินค้าโอท็อป และสินค้าพื้นบ้านอีกมากมาย

ตลาดร้อยปีสามชุก

ตลาดร้อยปีสามชุก เป็นตลาดเก่าแก่ และชุมชนเก่าแก่ ได้รับการประกาศให้เป็นตลาด 100 ปีในเชิงอนุรักษ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ในพื้นที่ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นชุมชนของคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย และอยู่อาศัยกันในร้านค้าห้องแถวไม้เก่าแก่ อายุร่วมร้อยปี

ในอดีตที่นี่จะมีโรงสี และเป็นแหล่งค้าข้าวที่สำคัญ ซึ่งมีการเก็บภาษีได้มาก และนายอากรคนแรกคือ ขุนจำนงจีนารักษ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของตลาดคนแรก บ้านของขุนจำนงฯ ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตของชุมชน

ปัจจุบัน ตลาดร้อยปีสามชุก  ได้รับการส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของสุพรรณบุรี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ด้วยระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร ทางถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี จึงสามารถเดินทางได้สะดวกโดยรถยนต์

ภายในตลาดมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ห้องแถวไม้ที่โดดเด่นได้แก่ บ้านขุนจำนงจีนารักษ์, โรงแรมอุดมโชค และร้านศิลปธรรมชาติ ซึ่งเป็นร้านถ่ายรูปเก่าแก่อายุนับ 100 ปี ปัจจุบันยังคงเก็บรักษากล้อง และอุปกรณ์ถ่ายรูปเก่าแก่ร่วมสมัยเอาไว้อยู่

ในส่วนของอาหาร ได้แก่ ขนมไทยที่หารับประทานได้ยากหลายชนิด เช่น ขนมไข่ปลา รวมถึงขนมสาลี่ ของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี  โดยตลาดร้อยปีสามชุก เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึงช่วงเย็น

ก่อนกลับ กรุงเทพฯ เราแวะหาซื้อของฝากกันที่วัดป่าเลไลยก์ สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ต้องเป็นขนมสาลี่

จากลากันไปกับการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีในวันหยุดสั้นๆ ท่องเที่ยวในแบบสบายๆ เดินทางง่ายๆ ใกล้ๆ แล้วพบกันใหม่ในจังหวัดต่อไป สวัสดีครับ

#AMAZINGไทยเท่  #เที่ยวไทยเที่ยวง่ายสนุกทุกทริป

ที่มา : เฟซบุ๊กเพจ ม่วงมหากาฬพาเที่ยว : Life for Travel

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team