ดูหนังออนไลน์
Business

วิเคราะห์ชัดๆ ทำไม ‘สิงห์ เอสเตท’ ขายทิ้งหุ้น ‘เนอวานา ไดอิ’ ที่ซื้อมา 2,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท ขายทิ้งหุ้น เนอวานา ไดอิ 51.56% คืนผู้ถือหุ้นเดิม หวังปลดล็อกธุรกิจ ขยายโครงการที่พักอาศัยแนวราบเอง หลังตลาดแนวราบมาแรง

เป็นข่าวฮือฮา ในปี 2558 เมื่อ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ สิงห์ เอสเตท ตัดสินใจทุ่มเงิน 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD และล่าสุดก็เป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อ สิงห์ เอสเตท ขายทิ้งหุ้น เนอวานา ไดอิ ไปทั้งหมด

สิงห์ เอสเตท ขายทิ้งหุ้น เนอวานา

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “S” เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท มีมติในวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ให้บริษัทลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัทและกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน NVD เพื่อศึกษารายละเอียด และความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้อง กับหุ้นที่ทั้งสองฝ่ายถืออยู่ใน NVD โดยคู่สัญญาได้ดำเนินการตามเงื่อนไขของ MOU

ทั้งนี้ ได้ข้อสรุปในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ว่า สิงห์ เอสเตท จะเป็นผู้ขายหุ้นสามัญใน NVD จำนวน 711,855,320 หุ้น คิดเป็น 51.56% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ NVD คิดเป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,793,875,406.40 บาท ให้แก่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ NVD และคาดว่า จะทำการซื้อขายหุ้นดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2563

ดังนั้น หลังจากการซื้อขายหุ้นสามัญใน NVD ดังกล่าว NVD จะสิ้นสภาพ การเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซึ่งจะส่งผลให้ สิงห์ เอสเตท สามารถพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทเอง โดยปราศจากเงื่อนไขป้องกันการดำเนินธุรกิจทับซ้อน ระหว่างบริษัท และ NVD ที่ได้เคยกำหนดไว้

การตัดสินใจขายหุ้นใน NVD ของ สิงห์ เอสเตท ครั้งนี้ จึงแสดงถึงก้าวเดินของสิงห์ เอสเตท นับจากนี้ ว่าต้องการุกตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ธุรกิจ จากปัจจุบันที่ มีโครงสร้างธุรกิจอสังหาฯ ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย และอาคารสำนักงาน

ตลาดแนวราบ ความหวังใหม่ฟื้นรายได้

เหตุผลในการตัดสินใจบุกแนวราบด้วยตัวเอง เนื่องจาก มองเห็นโอกาสเติบโตในตลาดดังกล่าว เห็นได้จาก ข้อมูลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC ที่วิเคราะห์ว่า ตลาดที่อยู่อาศัย และภาพรวมสินเชื่อในปี 2563 เป็นยุคของตลาดแนวราบ โดยคาดว่าทั้งปี อัตราการเปิดใหม่เติบโต 12.6% อยู่ที่ 48,965 หน่วย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังคาดว่าปี 2564 ตลาดแนวราบยังมีแนวโน้มการเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง เติบโตประมาณ 6.3% มียอดเปิดใหม่ 52,044 หน่วย ซึ่งจะขยายตัวทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ ไปถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564

ทั้งนี้ต่างจากตลาดคอนโดมิเนียม ที่ในปี 2563-2564 ในอยู่ช่วงการระบายซัพพลาย ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ ของอาคารชุดปี 2563 ติดลบ 44.4% และมีการเปิดใหม่เพียง 30,443 หน่วย

ในขณะเดียวกัน จากผลกระทบของโควิด-19 ยังกระทบถึงผลประกอบการของ สิงห์ เอสเตท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรม ส่งผลให้ สิงห์ เอสเตท ปรับลดเป้าหมายรายได้ เหลือเพียง 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากอาคารสำนักงานที่ไม่ได้อยู่ในกอง REIT และ โรงแรม

 

เมื่อเปรียบเทียบกับ ผลประกอบการปี 2562 สิงห์ เอสเตท มีรายได้รวม 12,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% จากปี 2561 แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียมรวม 7,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% รายได้จากการให้เช่าและบริการ 4,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% และรายได้จากการขายสินค้า 85 ล้านบาท ลดลง 32%

ส่วนรายได้จากการให้เช่าและบริการ ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโรงแรม 3,818 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากปีก่อน

จะเห็นได้ว่า รายได้ที่ลดลงอย่างมาก และเมื่อ เทียบกับ ประมาณการณ์รายได้ ปี 2563 ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ตั้งไว้ว่าจะมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท จึงทำให้ สิงห์ เอสเตท ต้องเร่งปรับแผนธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

นั่นคือ การมองหาธุรกิจใหม่ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโต เข้ามาชดเชยรายได้ที่หายไป โดยเฉพาะจากธุรกิจโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

“มาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จนลุกลามเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจทั่วโลกในที่สุด” นายนริศ กล่าว

ขายหุ้นปลดล็อกสิงห์เอสเตท ลุยแนวราบเต็มสูบ

อย่างไรก็ดี ยอดขายสะสมโครงการบ้านเดี่ยว และทาว์นเฮาส์ 9 เดือนแรกของผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้ถึง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับการหดตัวของผลการดำเนินงานในหลายธุรกิจ ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจที่พักอาศัยแนวราบ ที่ยังเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤติ

ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มีโครงการที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียม 4 แห่ง ได้แก่ โครงการ ดิ เอส อโศก, ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์, ดิ เอส สุขุมวิท 36 และ ดิ เอ็กซ์โทร  โครงการบ้านเดี่ยวระดับราคา 250 ล้านบาท “สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส”

การขายหุ้น NVD ในครั้งนี้ช่วยปลดล็อคให้ สิงห์ เอสเตท สามารถพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบภายใต้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของบริษัทได้อย่างเต็มตัว เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง และต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์ปัจจุบันอย่าง ดิ เอส และ โครงการ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการมีสัดส่วนรายได้จากที่อยู่อาศัยแนวราบต่อแนวสูงที่ระดับ 60:40 และหนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพอร์ตธุรกิจที่อยู่อาศัยของบริษัท

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การขายหุ้นใน NVD เพื่อปลดล็อคข้อจำกัดบางประการ ในการพัฒนาธุรกิจของบริษัท นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจที่พักอาศัยให้ครอบคลุม ทั้งในด้านของสินค้าและเซกเมนท์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการกระจุกตัวของกลุ่มลูกค้า ความผันผวนจากสภาวะตลาด และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT