ดูหนังออนไลน์
COVID-19

เทียบคุณสมบัติ ‘วัคซีนโควิด’ 4 บริษัท ใครดีกว่ากัน!?



 

บริษัทหลายแห่งกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19  ล่าสุด ผลการทดลองวัคซีนในขั้นที่ 2 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่า ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีในผู้ใหญ่อายุช่วง 60 ปีและ 70 ปี ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และวัคซีนของโมเดอร์นา ได้ผลถึง 94% ในการทดลองขั้นที่สาม

การพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ช่วยเพิ่มความหวังว่า จะช่วยป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุดได้ ซึ่งนักวิจัยระบุว่า การค้นพบในขั้นตอนที่ 2  ซึ่งมาจากอาสาสมัครที่เป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี 560 คน ได้ผลน่าพอใจ

พวกเขากำลังทดสอบว่า วัคซีนดังกล่าว ช่วยไม่ให้คนป่วยเป็นโควิด-19 ได้หรือไม่ ในการทดลองขั้นที่ 3 ซึ่งมีคนเข้าร่วมทดลองมากขึ้นด้วย โดยคาดว่า จะทราบผลการทดลองเบื้องต้นจากขั้นตอนที่สำคัญนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

วัคซีนของใครได้ผลดีที่สุด

ปัจจุบัน วัคซีนของ 3 บริษัท คือ ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค , สปุตนิก และ โมเดอร์นา ต่างรายงานผลเบื้องต้นในการทดลองขั้นที่ 3 ที่ออกมาได้ผลดี

แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าผู้ที่ศึกษาวัคซีนจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวกับ บีบีซี ว่า “เขารู้สึกดีใจมากกับผลที่ได้” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างดี “แม้แต่ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี”

ส่วนวัคซีนนี้ จะถูกมาใช้ป้องกันผู้คนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ เขาตอบว่า “ยังไปไม่ถึงจุดนั้น” แต่ผลการทดลองน่าจะออกมา “ก่อนคริสต์มาส”

ด้านไฟเซอร์ได้เปิดเผยความคืบหน้าการทดลองในขั้นที่ 3 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ โดยข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพ ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ได้ถึง 94%

ไฟเซอร์ และไบโอเอ็นเทค ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกาศว่า ผลการทดลองวัคซีนนี้กับคน 43,500 คน ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับวัคซีน 2 โดสในระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ พบว่าทำให้คน 90% มีภูมิคุ้มกันจากโควิด-19

ส่วนผลเบื้องต้นของการทดลองในขั้นที่ 3 ของ โมเดอร์นา บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และเวชภัณฑ์จากสหรัฐ บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดใหม่ของบริษัท มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ เกือบ 95%

โมเดอร์นา ทดลองวัคซีนชนิดนี้กับอาสาสมัคร 30,000 คนในสหรัฐ โดยให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีน 2 โดส มีระยะเวลาการให้วัคซีนห่างกัน 4 สัปดาห์ ส่วนอาสาสมัครอีกครึ่งที่เหลือได้รับยาหลอกซึ่งไม่มีตัวยาจริง

ผลปรากฏว่า มีอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจริงติดเชื้อโรคโควิด-19 เพียง 5 คน ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกติดเชื้อไป 90 คน บริษัทระบุว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 94.5%

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า ในการทดลองครั้งนี้มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 อาการรุนแรง 11 คน แต่ไม่ใช่คนในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง

ส่วนวัคซีนของบริษัทกามาเลยา (สปุตนิก 5) ซึ่งทราบผลเบื้องต้นในการทดลองขั้นที่ 3 แล้วเช่นกัน พบว่า ประสิทธิผลของวัคซีนอยู่ที่ 92%

ความท้าทายในการพัฒนาวัคซีนโควิดคือ การกระตุ้นให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ ไม่ว่าผู้รับวัคซีนจะมีอายุมากเท่าใดก็ตาม โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ทำให้วัคซีนหลายชนิด ไม่ได้ผลดีเท่ากับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า

ผลการทดลองเหล่านี้ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งผ่านการประเมินผลของผู้เชี่ยวชาญในวารสารแลนเซ็ต ระบุว่า เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหา โดยผลการทดลองพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 56-69 ปี และมากกว่า 70 ปี มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18-55 ปี

การเก็บรักษาวัคซีน

ข้อมูลจากอ็อกซ์ฟอร์ด มาจากการทดลองในขั้นที่สอง ซึ่งเป็นการทดสอบความปลอดภัยของวัคซีน และการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน แต่ในระยะยาว มีโอกาสวัคซีนตัวนี้ อาจจะถูกนำไปใช้ได้ง่ายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิเย็นจัด โดยสามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิของตู้เย็นปกติ เช่นเดียวกับวัคซีนของบริษัทกามาเลยา (สปุตนิก 5)

ส่วนวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดาได้เพียง 5 วัน และวัคซีนของโมเดอร์นาต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียสเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสามารถเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นธรรมดาได้ 1 เดือน

รัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้สั่งซื้อวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งผลิตโดแอสตราเซเนกา 100 ล้านโดส มากกว่าของบริษัทอื่น ขณะที่สั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคจำนวน 40 ล้านโดส และวัคซีนของโมเดอร์นาอีก 5 ล้านโดส

การทดลองขั้นต่อไปของอ็อกซ์ฟอร์ด จะแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้รับวัคซีน 1 โดส หรือ 2 โดส หรือ วัคซีนหลอก โดยจะมีการประเมินผลการตอบสนองในวันที่อาสาสมัครเหล่านี้รับวัคซีน จากนั้นจะติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์, 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ หลังการรับวัคซีนทั้ง 2 โดส

ชนิดของวัคซีน

วัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด ทำมาจากไวรัสไข้หวัดทั่วไป (หรือที่รู้จักกันในชื่อ อะดีโนไวรัส – adenovirus) ที่อ่อนแอ โดยได้นำเชื้อนี้มาจากลิงชิมแปนซี ก่อนจะนำไปดัดแปลง เพื่อที่เชื้อไวรัสนี้ จะไม่สามารถขยายตัวในมนุษย์ได้ จากนั้นนำยีนที่ได้มาจากปุ่มโปรตีนของเชื้อไวรัสโคโรนา ไปใส่ในไวรัสไข้หวัดที่อ่อนแอ และไม่เป็นอันตรายต่อคนดังกล่าว

วัคซีนที่ได้จะถูกนำไปฉีดให้กับคนไข้ จากนั้นจะมีการสร้างปุ่มโปรตีนไวรัสโคโรนาขึ้นในเซลล์ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกัน ขึ้น และกระตุ้นในที-เซลล์ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ

เมื่อคนไข้ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกัน และทีเซลล์ก็จะถูกกระตุ้นให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งวัคซีนของบริษัทกามาเลยา จากรัสเซียก็ใช้เชื้อไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเป็นพาหะเช่นเดียวกัน

ส่วนวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา เรียกว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้

ปัจจุบันไม่เคยมีวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในคนมาก่อน แต่แนวคิดในการพัฒนาวัคซีนด้วยวิธีนี้เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อนและเคยมีการทดลองทางคลินิกเพื่อใช้ป้องกันโรคอื่น ๆ

ที่มา :  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team