ดูหนังออนไลน์
Business

ได้หรือยัง? ตรวจสอบ ‘ประกันรายได้เกษตรกร’ เงินทยอยเข้าแล้วนะ



ได้หรือยัง? หลายวิธี ตรวจสอบ “ประกันรายได้เกษตรกร” เงินทยอยเข้าแล้วนะ ถอนใช้ได้เลย

ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามโครงการ “ประกันรายได้เกษตรกร” ทยอยได้รับเงินเข้าบัญชีธนาคารแล้ว โดยสามารถ ตรวจสอบ ได้ง่ายๆ หลากหลายช่องทาง ดังนี้

  • เว็บไซต์ ธ.ก.ส. คลิกที่นี่ จากนั้นกรอกหมายเลขบัตรประชาชน เพื่อตรวจสอบผลการรับการสนับหนุน ได้แก่ ชื่อโครงการ การโอนเงิน เลขที่บัญชี สาขาของธนาคาร และสถานะ
  • แอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่เกษตกรสมัครใช้บริการ BAAC Connect
  • ตรวจสอบจากตู้ ATM
  • การปรับสมุดบัญชีที่ธนาคาร

ประกันรายได้เกษตรกร ตรวจสอบ

ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนิน โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 (รอบที่ 1) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาราคาข้าว โดยกลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 18,096 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์กว่า 4.04 ล้านราย

โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 14 ตัน
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
  • ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
  • ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

กรณีเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงชนิดข้าวที่กำหนดไว้สูงสุด

โดยมีการกำหนดราคาอ้างอิงและระยะเวลาที่ใช้สิทธิขอชดเชย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน -31 ตุลาคม 2563 (ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2563 -28 กุมภาพันธ์ 2564) ซึ่งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงครั้งแรกวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เพื่อใช้ในการชดเชยส่วนต่างตามโครงการฯ ความชื้นข้าวเปลือกแต่ละชนิด ไม่เกิน 15% โดย ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ได้ชดเชยส่วนต่างราคาประกันข้าว ดังนี้

  • ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 2,911.17 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 2,137.45 บาท
  • ข้าวเปลือกเจ้า 1,222.36 บาท
  • ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 1,066.96 บาท
  • ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 2,084.34 บาท

ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินทั้งสิ้น 871,869 ราย เป็นเงิน 9,298 ล้านบาท จากนั้นจะประกาศราคาอ้างอิงทุก ๆ 7 วัน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการฯ

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดส่งข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำแนกตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวและคำนวณปริมาณผลผลิต โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่งให้ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงินจากนั้น ธ.ก.ส. จะดำเนินการจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ภายใน 3 วัน

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้ดำเนิน “โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64” เพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีรายได้ที่แน่นอน บรรเทาความเดือดร้อน จากปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำและสร้างความมั่นคงในอาชีพ เป้าหมายเกษตรกร 452,000 ราย วงเงินงบประมาณ 1,867 ล้านบาท ประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ โดยในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้จ่ายเงิน ประกันรายได้เป็นวันแรกแก่เกษตรกรจำนวน 139,018 ราย เป็นเงิน 637.90 ล้านบาท

​สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2564 และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวตรงกับรอบการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง

กรมส่งเสริมการเกษตรจะทำการ ตรวจสอบข้อมูลแล้วส่งมายัง ธ.ก.ส. เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเงินประกันรายได้ดังกล่าว เป็นส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงที่กำหนดโดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์การอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะมีการจ่ายชดเชยส่วนต่าง ราคาทุกวันที่ 20 ของเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ถึงเดือนตุลาคม 2564

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team