ดูหนังออนไลน์
Business

อุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 64 ‘เวชภัณฑ์-อาหาร’ รับอานิสงส์โควิด ยุค New Normal



อุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 64 เวชภัณฑ์-อาหาร แจ้งเกิดจากโควิด-19 ขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยเฉพาะถุงมือยาง ที่เติบโตถึง 23.2% ในปีนี้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ประมาณการขยายตัว ของอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มเป็นอุตสาหกรรมเด่น ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่า อุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 64 ได้แก่ ในปี 2564 อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และอุตสาหกรรมอาหาร

อุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 64

ทั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปัจจัยด้านความต้องการในการรักษาโรค และความกังวลจากสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดว่า ในปี 2563 นี้ อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมอาหาร จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.5%

เช่นเดียวกันกับ อุตสาหกรรมถุงมือยาง ที่คาดว่าในปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 23.2% จากความต้องการใช้ทางการแพทย์ ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น

ส่วนอุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) คาดว่าทั้งปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.2% โดยได้รับอานิสงส์ จากการสำรองสินค้า ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ชนิดที่ใช้ในครัวเรือน คาดว่าในปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.0% จากความต้องการใช้สินค้าประเภทตู้เย็น เตาอบไมโครเวฟและกระติกน้ำร้อน เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความต้องการสำรองอาหารสดไว้ที่บ้านเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการ มีการลดราคาสินค้า ส่วนเครื่องซักผ้ามีการส่งออกไปตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น

ขณะที่ อุตสาหกรรมหลัก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และยางล้อ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า เริ่มฟื้นตัวตามปัจจัยการฟื้นตัว ของการบริโภคของภาคเอกชน หรือครัวเรือน และการจ้างงานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติแล้ว

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ที่เริ่มกลับมาดีขึ้น รวมถึงมาตรการภาครัฐ ที่มีโครงการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เร่งขยายการพัฒนา และการส่งเสริมการลงทุน มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมหลัก และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

การที่อุตสาหกรรมอาหาร และเภสัชภัณฑ์ จะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งในปี 2564 เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการห่วงโซ่การผลิต มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยมลภาวะและสร้างเศรษฐกิจสีเขียว

ขณะเดียวกัน ต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการ สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่กำลังขยายตัวอยู่ทั่วโลก เพื่อรักษาฐานการผลิตที่สำคัญของโลก และพัฒนาสินค้า ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค และต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีมากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ในยุคนิวนอร์มอล โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม และสร้างนวัตกรรม ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ปรับรูปแบบการจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต รวมถึงต้องตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้ประกอบการ ควรให้ความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้การซื้อของและการทำธุรกรรมทางการเงินมาอยู่บนสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ที่เป็นสื่อกลาง ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทำให้เกิดเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน โดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งผู้ขายสามารถขายสินค้ากับผู้ซื้อได้โดยตรง

2. ห่วงโซ่การผลิต เมื่อระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถทำงานแทนคนได้เกือบทั้งหมด ทำให้หลายธุรกิจซึ่งเดิมกระจายขั้นตอนการผลิตไปหลายๆ ที่ทั่วโลก ย้ายกลับมาผลิตในภูมิภาคมากขึ้น หรือดึงขั้นตอนการผลิตกลับไปผลิตภายในประเทศปลายทาง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจ ที่พึ่งพาการส่งออก และภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่

3. สิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชากรโลก โดยคาดว่า ในอนาคตน้ำสะอาด จะเป็นสิ่งที่ขาดแคลน ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตของประชากรโลก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานในการทำธุรกิจ ที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น

4. แรงงาน จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคตอีก 15-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นและคนวัยทำงานน้อยลง ส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ทำให้การทำธุรกิจในรูปแบบเดิมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากอาจไม่เหมาะสม ภาคธุรกิจจึงต้องปรับรูปแบบการผลิตจากการเน้นความได้เปรียบจากต้นทุนค่าแรงหรือใช้แรงงานจำนวนมากเปลี่ยนเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT