ดูหนังออนไลน์
COVID-19

‘ออสเตรเลีย’ เผยอัตราว่างงานเพิ่ม 6.9% ผลพวง ‘ล็อกดาวน์’ รัฐวิกตอเรีย

“ออสเตรเลีย” เผยอัตราว่างงานเพิ่ม 6.9% ผลพวง ล็อกดาวน์ในรัฐวิกตอเรีย ด้าน “ฝรั่งเศส” เริ่มเคอร์ฟิวครั้งใหม่วันนี้ (16 ต.ค. 63)

อัตราการว่างงานในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในรัฐวิกตอเรีย ซึ่งมีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่า อัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 6.9% ในเดือนกันยายน สูงขึ้นจากเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 6.8% แต่ยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 22 ปีเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งอยู่ที่ 7.5% โดยจำนวนชาวออสเตรเลียที่ยังคงมีงานทำลดลง 29,500 คน ระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน

ล็อกดาวน์ โควิด ออสเตรเลีย

บียอร์น จาร์วิส หัวหน้าแผนกสถิติแรงงานของสำนักงานฯ กล่าวว่า ข้อมูลเดือนกันยายนให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบต่อตลาดแรงงานจากมาตรการล็อกดาวน์ระดับ 4 ในรัฐวิกตอเรียซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรัฐวิกตอเรียต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดรอบที่ 2

จาร์วิสระบุว่า การจ้างงานในรัฐวิกตอเรียลดลง 36,000 คน หลังจากลดลงเหลือ 37,000 คนในเดือนสิงหาคม ขณะที่ชั่วโมงการทำงานลดลง 2.1% จากเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งอยู่ที่ 4.6%

สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นอัตราการเติบโตของการจ้างงานหากสถานการณ์ในรัฐวิกตอเรียไม่ถดถอยลง โดยช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น และมีตำแหน่งงานทั่วประเทศมากกว่า 170,000 อัตรา กลับมาทำงานตามปกติแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

จำนวนชั่วโมงการทำงานของชาวออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนกันยายน แต่ยังคงต่ำกว่าเดือนมีนาคม 5.1% ส่วนการทำงานต่ำระดับ (underemployment) ซึ่งวัดอัตราร้อยละของชาวออสเตรเลียที่มีชั่วโมงทำงานต่ำกว่าความต้องการ เพิ่มขึ้น 0.1% อยู่ที่ 11.4% หรือสูงขึ้น 3 จุดจากช่วงเดียวกันของปี 2562

“ฝรั่งเศส” ประกาศเคอร์ฟิวปารีส-8 เมืองใหญ่

ด้านเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศจำกัดการรวมตัวในพื้นที่ส่วนตัว พร้อมสั่งห้ามประชาชนออกจากเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ตั้งแต่เวลา 21.00-06.00 น. ในกรุงปารีสและอีก 8 เมืองใหญ่ ได้แก่ เกรอโนเบิล ลีล ลียง แอ็ก-มาร์แซย์ รูอ็อง ตูลูส มงต์เปอลิเยร์ และแซงต์-เอเตียนน์ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันนี้ (16 ต.ค. 63) และใช้ต่อเนื่องนาน 4 สัปดาห์ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดในยุโรป

ที่มาสำนักข่าวซินหัว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team