ดูหนังออนไลน์
Business

หลังโควิด-19 ไทยเร่งฟื้นการค้าลงทุน พ.ย. ลงนามอาร์เซ็ป ปลุกเอฟทีเอไทย-อียู

ลงนามอาร์เซ็ป 16 ประเทศ พ.ย.นี้ รัฐบาลเดินเครื่อง เพิ่มโอกาสการค้าการลงทุน หลังโควิด-19 ขยายวงไกลกว่าเอเชีย พร้อมเล็งฟื้น ข้อตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอไทย-อียู

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการลงนาม ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) หรือ ลงนามอาร์เซ็ป ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ และส่งเสริมระบบกฎเกณฑ์การค้าแบบพหุภาคี

ลงนามอาร์เซ็ป

นอกจากนี้ จะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคฟื้นตัว หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลก และภูมิภาค เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ

สำหรับ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นความตกลงการค้าเสรี ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยสมาชิก 16 ประเทศ คือ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย (ยังไม่ร่วมลงนาม)

กลุ่มอาร์เซ็ป 16 ประเทศ มีประชากรรวมกัน 3,600 ล้านคน คิดเป็น 48.1% ของประชากรโลก โดยในปีที่แล้ว ประเทศสมาชิกมีมูลค่าจีดีพีกว่า 28.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32.7% ของจีดีพีโลก

ในส่วนของประเทศอินเดีย แม้ยังไม่ได้ร่วมลงนาม RCEP ก็ไม่เป็นไร เพราะประเทศสมาชิก ยังเปิดโอกาสให้อินเดีย เมื่อพร้อม อีกทั้งอาเซียน ได้มีความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย (AITIGA) ตั้งแต่ 2553 ซึ่งจะมีการทบทวนความตกลงให้ทันสมัย และเอื้อต่อการค้าและการลงทุน

ขณะเดียวกัน จะมีการพิจารณาเรื่องการเปิดตลาด การลดอุปสรรค ในมาตรการที่มิใช่ภาษี การลดความล่าช้าและยุ่งยาก ในพิธีการศุลกากร และอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันการค้า ระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ให้บรรลุเป้าหมายที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2565

รัชดา ธนาดิเรก

อาเซียน ยังได้มีการขยายความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา แคนนาดา สหภาพยุโรป และสหภาพยูเรเซีย (เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย) ถึงจะยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรี แต่ก็เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่ดี ที่ได้มีการลงนามเห็นชอบร่วมกันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เรื่องแผนงานส่งเสริมการค้าการลงทุน และการหารือเรื่องแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบ เท่ากับว่า อาเซียนได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกว้างไกลกว่าภูมิภาคเอเซียแล้ว

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าฟื้นการเจรจา การค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) หรือ เอฟทีเอไทย-อียู 27 ประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เป็นการขยายโอกาสการส่งออกสินค้าไทย

ในปี 2562 อียู เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย รองจากอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ การค้าระหว่างไทย-อียู มีมูลค่ากว่า 4.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการค้า 9.2% ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปอียู มูลค่า 2.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้ทำการศึกษา และระดมความคิดเห็น ต่อความตกลงการค้าเสรีไทย-อียู ที่ครอบคลุมเรื่อง การค้า สินค้า บริการ และการลงทุน ซึ่งหากมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการ ทั้งของไทยและอียูในระยะยาว จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ถึง 1.28% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.05 แสนล้านบาท

สำหรับสินค้าส่งออกของไทย ที่มีโอกาสขยายตัว เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อาหาร เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก เป็นต้น

ในส่วนข้อกังวล จากภาคประชาสังคม เรื่องการเข้าถึงยา และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ สืบเนื่องจากมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ จะพิจารณาอย่างรอบคอบ รับฟังทุกด้าน และเตรียมความพร้อม เพื่อการเจรจาอย่างรัดกุมต่อไป โดยผลของการศึกษาและการฟื้นการเจรจาค้าเสรีฯ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้ ครม. พิจารณาในอีกไม่นานนี้

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกคลี่คลาย การบริโภคและความต้องการสินค้าระหว่างประเทศ จะเพิ่มมากขึ้น การค้าเสรี จะทำให้สินค้าส่งออกไทย ไม่ต้องต้องแบกรับอัตราภาษี

อย่างไรก็ตาม การค้าเสรี จะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อภาคเอกชนไทย มีศักยภาพทางการแข่งขัน ในเรื่องคุณภาพ และการผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีการจัดทัพให้ ทูตพาณิชย์ เป็นเซลแมนประเทศ หาตลาดและจับคู่ธุรกิจการค้า ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ด้านหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ก็มีโครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งเรื่องแหล่งเงินกู้ การอบรมการใช้เทคโนโลยีการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร การส่งเสริมมาตรฐานสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เป็นต้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT