ดูหนังออนไลน์
Politics

‘เพนกวิน’ ชิล! หมุดคณะราษฎรถูกรื้อ ก็ปักใหม่ได้ แต่คนมาถอนระวังคำแช่ง

“เพนกวิน” ชิล! “หมุดคณะราษฎร” ถูกรื้อรอบ 2 ก็กลับไปปักใหม่ได้ แต่คนมาถอนระวังเจอคำแช่งพ่อหมอ สาปไว้แล้วขอให้เสื่อมทุกด้าน

ช่วงเช้าวันนี้ (20 ก.ย. 63) แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แกนนำการชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร ได้ทำกิจกรรมปักหมุดคณะราษฎรหมุดที่ 2 บนพื้นท้องสนามหลวง ซึ่งกิจกรรมได้กล่าวส่งผลให้ผู้ไม่เห็นด้วยและฝ่ายตรงข้ามออกมาโจมตีเป็นจำนวนมาก เพื่อให้รื้อถอนหมุดดังกล่าวและเอาผิดกับแกนนำการชุมนุม

หมุดคณะราษฎร เพนกวิน

นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ (เพนกวิน) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การรื้อ หมุดคณะราษฎร ที่เพิ่งปักใหม่ทิ้ง เท่ากับเป็นการเหยียบหน้าประชาชน แต่ถ้ามีผู้ใดมารื้อทิ้ง ก็สามารถกลับมาปักใหม่ได้

“เขาเหยียบหน้าประชาชน รื้อได้ ก็ปักใหม่ได้ แต่อย่างที่พ่อหมอผมแช่งไว้ ใครรื้อขอให้ประสบพบกับความเสื่อม เสื่อมยศถาบรรดาศักดิ์ เสื่อมฐานันดร เสื่อมศรัทธา และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” นายพริษฐ์กล่าว

หมุดคณะราษฎร เพนกวิน

“ตำรวจ” รวบรวมหลักฐาน

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) กล่าวถึงการปัก หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ภายหลังผู้ชุมนุมประกาศยุติการประท้วงในวันนี้ว่า พื้นที่สนามหลวงเป็นโบราณสถาน มี 2 หน่วยงานดูแลคือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงศึกษาธิการ

ตำรวจได้ประสานไปยังหน่วยงานดังกล่าวแล้วว่า การกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบความผิดใด แต่หากดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็น่าจะเป็นความผิดตามกฎหมาย ถ้าเป็นสิ่งที่เกินมาและไม่ใช่สิ่งที่พึงมีในท้องสนามหลวง กทม. คงพิจารณาเอาออก ซึ่งการกระทำผิดทั้งหมดตำรวจได้บันทึกภาพและเสียงไว้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

หมุดคณะราษฎร ศรีสุวรรณ จรรยา

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้องทุบทิ้ง “หมุดคณะราษฎร”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ฝ่าฝืนกฎหมายโดยการบุกรุกเข้าใช้สนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาตจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) และมีการตัดทำลายรั้ว ซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการออกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา และเมื่อเช้ามืดวันที่ 20 กันยายน 2563 ได้ทำการเจาะพื้นสนามหลวงให้เสียหาย และได้ทำพิธีฝัง หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ลงในพื้นที่สนามหลวงตามที่ได้มีการเตรียมการไว้แล้วนั้น

ทั้งนี้ สนามหลวง ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ มาตั้งแต่ปี 2520 มีชื่อว่า “โบราณสถานทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)” โดยที่ มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ระบุว่าผู้ใดบุกรุกโบราณสถาน หรือทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือ ทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 7 แสนบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ

โทษของการบุกรุกและทำลายโบราณสถานจะหนักขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าโบราณสถานแห่งนั้นเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว

การตัดทำลายรั้วเพื่อนำมวลชนบุกรุกเข้าไปตั้งเวทีชุมนุมปราศรัย และได้เจาะพื้นสนามหลวงให้เสียหาย โดยทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ลงในพื้นที่สนามหลวงที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง จึงถือเป็นกรรมหนัก ที่จะปล่อยให้ลอยนวลต่อไปมิได้

หมุดคณะราษฎร

นอกจากนั้น กทม. ได้ออกระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการใช้ บำรุงและการดูแลพื้นที่ท้องสนามหลวง 2555 เพื่อให้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อการจัดงานได้เพียง 4 ประเภทเท่านั้น คือ งานพระราชพิธี งานรัฐพิธี งานประเพณีสำคัญของชาติโดยหน่วยงานของรัฐ และการจัดการแข่งขันกีฬาไทยประจำปี โดยห้ามการแสดงกิจกรรมหรือข้อความหรือการกระทำด้วยประการใดที่ไม่เหมาะสม ขัดกฎหมาย หรือในลักษณะเป็นการดูหมิ่นชาติ ศาสนาหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยหรือของประเทศอื่น รวมทั้งต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีและประเพณีไทย และการจัดงานต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองไม่ว่าด้วยประการใด และไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ด้วยเหตุดังกล่าว การที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ฝ่าฝืนกฎหมายหลายบท หลายกรรมดังกล่าว จึงมิอาจปล่อยให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชนและประชาชนต่อไปได้

สมาคมฯ จึงจะนำความไปร้องเรียนต่ออธิบดีกรมศิลปากรและผู้อำนวยการเขตพระนคร ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในการสั่งการให้ทุบรื้อทิ้งเสียซึ่ง หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ดังกล่าวเสีย พร้อมเร่งแจ้งความดำเนินคดีเพื่อเอาผิดผู้ที่บังอาจกระทำการฝ่าฝืนดังกล่าวข้างต้นโดยเร็ว

โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น. ณ กรมศิลปากร วังหน้าพระลาน และเวลา 11.00 น. ณ สำนักงานเขตพระนคร ถนนสามเสน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team