COVID-19

‘โควิดระลอกใหม่’ ระบบสาธารณสุขไทย เตรียมพร้อมอย่างไร อ่านที่นี่!

โควิดระลอกใหม่ ระบบสาธารณสุขไทย เร่งผนึกทุกภาคส่วน เตรียมระบบบริหารจัดการ ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด – 19 โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดี กรมการแพทย์ พร้อมด้วย รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และ นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกันแถลงข่าว “การบริหารจัดการการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19” รองรับการระบาดของ โควิดระลอกใหม่

โควิดระลอกใหม่

ทั้งนี้ ได้ประสานความร่วมมือในทุกภาคส่วน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (Uhosnet) กลาโหม ตำรวจ กรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชน เตรียมระบบบริหารจัดการพร้อมดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะด้านบุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาล

นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวว่า ในเรื่องมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้ทำงานเชิงรุก ล่วงหน้ามากกว่าสถานการณ์จริงไปอีกหนึ่งขั้น เช่นหากพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย ให้เตรียมสำหรับ 10 ราย, 100 ราย

สำหรับกรมการแพทย์ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (Uhosnet) กลาโหม ตำรวจ กรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชน เตรียมระบบบริหารจัดการในภาพรวม เฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เตรียมสถานพยาบาล จัดทำแนวทางการรักษา ยาและเวชภัณฑ์ ระบบบริหารเตียง และให้บริการผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ดังนี้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์

การบริหารจัดการระบบสาธารณสุข

  • โรงพยาบาลราชวิถีเป็นผู้ดูแลระบบในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • มีเตียงทั้งภาครัฐและเอกชน 2,532 เตียง รองรับผู้ป่วยรายใหม่ได้ 230 รายต่อวัน
  • สถานพยาบาลทั่วประเทศรองรับผู้ป่วยรายใหม่ได้วันละ 1,000 ราย
  • เฝ้าระวังการติดเชื้อของบุคลากรในโรงพยาบาล คัดกรอง แยกผู้ป่วยไข้หวัดไม่ปะปนกับผู้ป่วยอื่น
  • จัดตั้ง ARI clinic จัดเตรียมห้องแยกความดันลบ หอผู้ป่วยสามัญเฉพาะผู้ป่วยโควิด (Cohort ward)
  • ขยายหอผู้ป่วยวิกฤตในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน
  • จัดระบบป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ทั้งห้องตรวจ/ ห้องทันตกรรมความดันลบ
  • จัดการยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกัน ชุด PPE
  • กรุงเทพมหานคร บริหารจัดการรองรับ 4 มุมเมือง โดยรพ.จุฬาฯ, รามาธิบดี, ศิริราช และกรมการแพทย์
  • จัดเตรียมสถานที่แยกพระสงฆ์ที่มีความเสี่ยง อย่างถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

โควิดระลอกใหม่

นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ในการบริหารจัดการหากเกิดการระบาดและรอบ 2 จะไม่กระทบการดูแลผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ด้วยระบบบริการการแพทย์วิถีชีวิตใหม่ (New Normal medical service) อาทิ ระบบการแพทย์ทางไกล การรับยาที่บ้าน/รับยาร้านยาใกล้บ้าน รวมทั้งการให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่บ้าน มีการป้องกันการติดเชื้อในทุกแผนกบริการ เช่น การใช้ห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทันตกรรม ทำฟัน ผู้ป่วยนอก/ใน ผู้ป่วยกายภาพบำบัด

“ผอ.องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การต่อสู้กับการระบาดนั้น ขอให้สู้ด้วยความจริงไม่ใช่ความกลัว คือ ต้องมีสติ ใช้วิทยาศาสตร์อย่าฟังข่าวลือ การสื่อสารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และสุดท้ายคือ ต้องสามัคคี อย่ากล่าวโทษกัน จึงขอความร่วมมือประชาชนตั้งการ์ดป้องกันโรค ปฏิบัติตนเช่นที่เคยทำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ไทยพบผู้ป่วยจำนวนน้อยกว่าที่คาดการณ์” นายแพทย์สมศักดิ์กล่าว

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ

ด้านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนแพทย์ 23 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทุกแห่งทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ต่อสู้กับโรคโควิด- 19 ด้วยการเพิ่มศักยภาพการตรวจโรครักษาผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับวิชาชีพอื่นๆ อาทิ วิศวกร ภาคเอกชน พัฒนาห้องความดันลบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์

พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มศักยภาพการรักษาผู้ป่วยโควิดที่ยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกับกรมการแพทย์เตรียมสำรองห้องสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ ในโรงเรียนแพทย์ 4 มุมเมือง ได้แก่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลสูงอายุบางขุนเทียน, โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กว่า 100 ยูนิต

ขณะเดียวกัน มีการระดมสมองจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ คิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด อาทิ การทำลายเชื้อเพื่อนำหน้ากาก N95 มาใช้ซ้ำ หน้ากาก silicone mask N99 หน้ากากแรงดันบวก ชุด PPE. รถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสื่อสาร เพิ่มความสะดวกในการดูแลรักษาผู้ป่วย และความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากร

 

นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี

ขณะที่ นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า หลังจากที่มีเคสแรกเมื่อเดือนมีนาคม ได้ปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยน และเตรียมการด้านต่างๆ เพื่อรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 โดยสามารถรองรับในเขตกรุงเทพและปริมณฑลได้ถึงร้อยละ 43

แม้ในช่วงแรกมีอุปกรณ์จำกัดต้องดำเนินการด้วยตนเอง แต่ภายหลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ ห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อทางอากาศ และห้องไอซียู รวมถึงห้องปฏิบัติการทั่วประเทศที่มี 224 แห่ง ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการภาคเอกชนจำนวน 71 แห่งครอบคลุมทั้งกรุงเทพ ปริมณฑล

ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน ยังได้ดำเนินการร่วมกับสถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine) ในการดูแลด้านผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้หากมีการระบาดระลอก 2 โรงพยาบาลเอกชนมีความพร้อม เพราะมีประสบการณ์ และหากประชาชนให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองเช่นที่ผ่านมา จะทำให้มีความเสี่ยงต่ำในการแพร่กระจายของโรค ส่งผลให้ ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับดูแลรักษาผู้ติดเชื้อได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT