Economics

ลุ้น! แจกเงิน 3000 บาท เช็คเงื่อนไขก่อนเปิดลงทะเบียนจริงที่นี่

แจกเงิน 3000 บาท เช็คเงื่อนไขก่อน “กระทรวงการคลัง” เคาะสรุปโครงการ ชี้เตรียมเปิดลงทะเบียนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน www. คนละครึ่ง .com ย้ำไม่เอื้อทุนใหญ่

จากกรณี ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “ศบศ.” เห็นชอบมาตรการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศวงเงิน 45,000 ล้านบาท ซึ่งตามนโยบายจะเป็นการ แจกเงิน 3000 บาท ให้ประชาชน 15 ล้านคน เพื่อซื้อของกับผู้ค้ารายย่อย โดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลจะช่วยจ่ายอีกครึ่งของการใช้เงิน เช่น ถ้าจะใช้เงินที่รัฐให้ 3,000 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีเงิน 3,000 บาท ใส่เข้าไปในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเป็นช่องทางในการรับและจ่ายเงิน

แจกเงิน 3000

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหราสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบศ.) ชุดที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศวงเงิน 45,000 ล้านบาท

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปครอบคลุมถึงผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอย โดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย 50% และอีก 50% ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเองในวงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของ ซึ่งจะต้องมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ในโครงการลักษณะเดียวกับ “ชิมช้อปใช้”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ของผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ มีดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • อายุ 18 ปีขึ้นไป

โดยจำกัดไว้ที่ 15 ล้านคน สมัครเข้าร่วมโครงการแบบใครมาก่อนได้ก่อน รัฐจะ แจกเงิน 3000 บาท ให้ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย

ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

  • ร้านค้าทั่วไป
  • หาบเร่
  • แผงลอย ที่เป็นรายย่อย

เงื่อนไขการใช้จ่าย

  • ใช้ได้ไม่เกินวันละ 100 – 250 บาท
  • รัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย 50% และอีก 50% ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเอง
  • ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่
  • มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2563

ขณะที่กลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ จะมุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไป ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ผ่านกลไกการดำเนินงานผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการ เพื่อนำเสนอต่อ ศบศ. ภายใน 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ คาดจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ 90,000 ล้านบาท

“มาตรการ แจกเงิน 3000 บาท ทาง ศบศ.ให้กระทรวงการคลังไปดูรายละเอียดและนำกลับมาเสนอ ศบศ.เห็นชอบอีกครั้ง เพื่อเข้า ครม. คาดว่าจะเริ่มโครงการเดือนตุลาคม 2563” นายดนุชา กล่าว

แจกเงิน 3000
นายอนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงโครงการแจกเงิน 3000 บาทเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยระบุว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชน จากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด โดยการช่วยค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 15 ล้านคน ในวงเงิน 3,000 บาทต่อคนว่า มาตรการดังกล่าว เป็นเพียงหลักการเบื้องต้น ที่ทางกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุป ที่จะอนุมัติให้ดำเนินการโครงการแต่อย่างใด

“โครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ศบศ. ครั้งต่อไปภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า” นายอนุชา กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากนี้กระทรวงการคลัง กำลังดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของประชาชน ที่จะลงทะเบียนได้รับสิทธิ์ และร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยขอให้ครอบคลุม ผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้มากที่สุด และเมื่อกระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุป จะนำเสนอเพื่อขอมติจาก ศบศ. และนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการโครงการ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ด้วยความรอบคอบ และให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชนทั่วไป เงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้ รัฐบาลตั้งใจ ที่จะให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วยต่างๆ รวมถึง การซื้อสินค้าในตลาดสดและตลาดนัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ให้ได้มากที่สุด และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

แจกเงิน 3000
ไตรศุลี ไตรสรณกุล

ด้าน น.ส. ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการแจกเงิน 3000 บาท ก่อนหน้านี้ว่า ตามที่สื่อบางสำนัก รายงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ รับ 3,000 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอย เป็นการเอื้อทุนใหญ่ เงินเข้ากระเป๋าห้างสรรพสินค้า และ ร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลขอชี้แจงว่า โครงการดังกล่าว เป็นมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ต่อยอดจากโครงการชิมช้อปใช้

โดยร้านค้าที่เข้ามาโครงการ จะยังเหมือนเดิม แต่วัตถุประสงค์หลัก ของโครงการนี้ เพื่อขยายร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมาย คือกลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วย ร้านขายข้าวแกง ร้านขายอาหาร และ เครื่องมือตามตลาด หรือ ตลาดนัด เป็นต้น เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กให้ได้มากที่สุด

“รัฐบาลได้กำหนดหลักการเบื้องต้น ให้สามารถใช้จ่ายได้วันละ 100 บาท โดยรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ 50% ผู้ได้รับสิทธิ์ออกเอง 50% ให้สอดคล้องในการจับจ่ายใช้สอยกับผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่ม ตามร้านค้าหาบเร่แผงลอง หรือร้านโชห่วย” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการดังกล่าว รัฐบาลต้องการช่วย เรื่องค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ลงไปสู่ผู้ค้ารายเล็กรายน้อย หลังจากที่ได้ผลกระทบ จากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้ตั้งเป้า ให้เงินเข้ากระเป๋าทุนใหญ่แต่อย่างใด แม้โครงการดังกล่าว จะมีห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์การใช้จ่ายนั้น เอื้อให้มีการซื้อของกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยจริงๆ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team