Politics

‘บิ๊กตู่’ แจงสภาฯ เศรษฐกิจแย่เป็นปัญหาที่เผชิญทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะไทย!

“นายกรัฐมนตรี” แจงปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญไม่ใช่เฉพาะไทย ย้ำการใช้จ่ายงบกลาง มีแผนงานโครงการชัดเจน ผ่านการตรวจสอบและมติคณะรัฐมนตรี

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาญัตติเปิดอภิปราย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา ย้ำเชิญมหาเศรษฐีในประเทศไทยให้มาร่วมช่วยเหลือประเทศไทย โดยเฉพาะช่วยลูกจ้างและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยืนยันไม่มีการร้องขอผลประโยชน์ระหว่างกันทั้งสิ้น


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ชี้แจงอย่างชัดเจน ถึงหมวดค่าใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 หรืองบกลาง จำนวนประมาณ 5 – 6 แสนล้านบาทนั้น ประกอบด้วย

  1. เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก
  2. ค่าใช้จ่ายเงินชดใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
  3. ค่าใช้จ่ายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  4. ค่าใช้ในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ
  5. เงินชดเชยค่างานก่อสร้าง
  6. เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ
  7. เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ
  8. เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ
  9. เงินสมทบของลูกจ้างประจำ
  10. เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ
  11. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินที่จำเป็น มีวงเงินเพียง 96,000 ล้านบาทเท่านั้น และในวงเงินดังกล่าวทุกอย่างต้องได้รับการตรวจสอบและเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อน และต้องมีแผนงานโครงการที่ชัดเจน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ขออย่านำเงินทุกอย่างมาปนกัน โดยเงินที่กู้มาทั้งหมดจริง ๆ คือ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ทุกอย่าง ส่วนเงิน 9 แสนล้านบาทเป็นเงินในประเทศที่สมาคมธนาคารร่วมมือกันเพื่อนำเงินดังกล่าวมาบริหารตรงนี้ โดยเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท นำไปใช้จ่ายตามกรอบที่ว่างไว้ ได้แก่

1. เงิน 45,000 ล้านบาทใช้เรื่องด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาโควิด-19 การเตรียมการรับมือการระบาดของโควิด-19 รอบที่ 2 งบวิจัยและพัฒนาที่จำเป็นต้องร่วมมือกับต่างประเทศเรื่องวัคซีนซึ่งได้ร่วมมือกับต่างประเทศในหลายมิติ โดยระยะแรกไทยต้องการวัคซีน 20 ล้านโดส รวมถึงบางส่วนก็นำไปดูแลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย ขณะนี้ได้ใช้จ่ายเงินดังกล่าวไปน้อยมาก

2. เงิน 550,000 ล้านบาท ซึ่งสมาชิกฯ ระบุระว่าทำไมไม่จ่ายเงินคนละ 5,000 บาท 12 เดือน จากคนทั้งหมดประมาณ 33 ล้านคน นายกรัฐมนตรี แจงว่าหากทำเช่นนั้นจะได้ต้องใช้เงินถึง 1,980,000 ล้านบาท แต่ระยะเวลา 3 เดือนรัฐบาลใช้เงินดังกล่าวอยู่ในกรอบไปเพียง 550,000 ล้านบาทเท่านั้น และเหลืออีกจำนวนหนึ่งที่จะต้องจ่ายให้กับคนที่ยังไม่ได้ซึ่งก็จะทยอยดำเนินการต่อไป

3. งบประมาณใช้จ่ายในการฟื้นฟู จำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอีกหลายอย่างที่จะต้องแก้ไข ทั้งเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการรายน้อย ผู้ประการที่ไม่ได้ทำธุรกรรมผ่านธนาคาร รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการอยู่ ทุกอย่างมีการคิดอย่างรอบคอบ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังชี้ให้เห็นตัวเลขของประเทศคู่ค้าสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ จีนขยายตัว 3.2% จากตัวเลขประมาณ 10.2 ลดลงมาจากก่อนหน้า -6.8 เวียดนามขยายตัวเหลือ 0.36% สหราชอาณาจักร หดตัวที่ -21.7% มาเลเซีย หดตัว 17.1% สิงคโปร์ หดตัว 13.2% อินโดนีเซีย หดตัว 5.3% ยูโรโซน ลดลงติดลบถึง 15% สหรัฐอเมริกา หดตัว 9.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ญี่ปุ่นไตรมาสที่ 2 ปี 2563 หดตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 9.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนของปีที่แล้วซึ่งหดตัวเพียงแค่ -1.8% สถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญหน้ากันทั่วโลก ขณะที่ไทยมีศักยภาพโดยเฉพาะเรื่องพืชเกษตรและพันธ์ข้าว ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ ขอยืนยันรัฐบาลพยายามประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อให้ฟื้นฟู และให้มีการจ้างงาน ป้องกันการเลิกจ้างงาน ยืนยันใช้เงินงบประมาณเป็นไปตามหลักการที่กำหนด รัฐบาลมีที่ปรึกษาและคณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำงานไปสู่การปฏิบัติ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team