Lifestyle

กินอย่างไรให้ (ไม่) เป็นมะเร็งลำไส้

 

 

ทุกคนรู้ดีว่า ‘มะเร็ง’ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย และรู้ว่าอะไรคือพฤติกรรมที่เสี่ยง แต่จะมีสักกี่คนปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง โดยเฉพาะการ ‘กินอาหาร’ สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดมะเร็ง

‘บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง’ ที่ฮิตในหมู่คนไทยมาหลายปี ทั้งเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน ว่ากันตลาดนี้มีมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ควันที่พวยพุ่งจากกระทะปิ้งย่างเกิดขึ้นตามตรอกซอกซอยในเมืองใหญ่ ทำให้คนเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และหน่วยงานเกี่ยวข้องอดรนทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาบอกกล่าวเล่าสิบให้สาธารณะระมัดระวังอาหารการกินอีกครา

เนื่องจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบบ่อย 1 ใน 5 ของประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องและมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 รายต่อปี ปัจจุบันพบผู้ป่วยชาย 6,874 รายต่อปี ผู้ป่วยหญิง 5,593 รายต่อปี จัดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง ข้อมูลล่าสุด ปี 2557 มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มกว่า 12,467 รายจากเมื่อปี 2554 ที่มีผู้ป่วยรายใหม่อยู่ราว 10,624 ราย

 

 

เพจจาคีช่วยเผยแพร่ข้อมูลมะเร็งลำไส้

จาคี ฉายปิติศิริ ผู้ดูแลเพจ ‘จาคี มะเร็งไดอารี่’  เพจที่มีคนติดตามไม่น้อย และเป็นชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ที่มีคนไทยป่วยเพิ่มไม่เว้นแต่ละวัน ออกมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังในงานเสวนา “กินเปลี่ยนชีวิต หยุดวิกฤตมะเร็งลำไส้ใหญ่” เมื่อเร็วๆนี้

เมื่อต้องประสบชะตากรรม “มะเร็งลำไส้ใหญ่มาเยือน” เมื่อปี 2549-2550  เขา เล่าอาการเบื้องต้นว่า เริ่ม ปวดท้อง  ระบบขับถ่ายผิดปกติ รับประทานอาหารไม่ได้ และไม่มีเรี่ยวแรง ผลการตรวจทำให้เขาถึงกับเข่าอ่อน เพราะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย

เริ่มการรักษา จาคี ก็ต้องเจอผลข้างเคียงหลายอย่าง แต่ก็พยายามทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวแข็งแรงมากพอที่จะรับการรักษาต่อไป มีการปรับปรุงเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย ดูแลสภาพจิตใจตัวเอง และคนรอบข้าง

ระหว่างป่วยเขาเริ่มพัฒนาเพจ ‘จาคีมะเร็งไดอารี่’ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในแง่มุมที่เป็นประสบการณ์ตรงจากการรักษา

“ผมพยายามสื่อสารด้วยข้อมูลที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้หลักวิชาการ พยายามเน้นคำตอบที่เอาไปใช้ได้เลย”

พร้อมกันนี้จาคีก็ย้ำเสมอกับเพื่อนผู้ป่วยด้วยกันให้เลือกเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น และต้องไม่ใจร้อน เมื่อเป็นมะเร็งมีแค่ 3 ทางเลือกเท่านั้น คือ ผ่าตัด รับเคมีบำบัด และฉายแสงเท่านั้น ไม่มีทางลัด เพราะมะเร็งไม่ใช่ไข้หวัด ขณะเดียวกันก็สอดแทรกเนื้อหาส่งเสริมสภาพจิตใจให้ผู้ที่ติดตามรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อน

สิ่งที่จาคี ให้กำลังใจเพื่อนผู้ป่วยมะเร็ง ก็คือ ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความเป็นจริง และไม่ต้องกังวลเพราะวันนี้เทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไปมาก ไม่ใช่ใครเป็นแล้วต้องตายเร็วกันทุกคน ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน ขอเพียงอย่าหนีการรักษา อย่าเลี่ยงไปรักษาทางอื่น

เขาขอร้องอย่างผู้มีประสบการณ์ว่า ให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพราะคนที่มีต้นทุนทางสุขภาพดีเท่านั้น จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยดูแลสุขภาพมาก่อน และที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ อาหารแปรรูป และอาหารหมักดองทุกชนิด แม้แต่ผักดอง ให้เลือกกินอาหารใกล้เคียงธรรมชาติ หากจะต้องผ่านกระบวนการปรุงสุกก็ขอเพียงการ “ผัด หรือนึ่ง”   เพื่อป้องกันโรคภัยที่อาจมาเยือน ไม่เฉพาะมะเร็งเท่านั้น โรคอื่นๆด้วย

 

สถาบันมะเร็งให้ลดกินเนื้อแดง-แปรรูป

นอกจากจาคีที่ร้องขอแล้ว นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  ก็ออกมาย้ำนับครั้งไม่ถ้วน หวังจะให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียที

“ตอนนี้คนไทยกินอาหารเปลี่ยนไป คล้ายชาวตะวันตก เป็นสาเหตุสำคัญให้เรามีแนวโน้มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่กันมากขึ้น หากไม่มีนโยบายคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่อย่างจริงจัง คนป่วยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี มาอยู่ที่ราว 20,000 ราย ซึ่งย่อมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย”

กลุ่มเสี่ยงสำหรับสถาบันมะเร็ง คือ คนที่ชอบกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด เนื้อแดง เนื้อแปรรูป อาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม

นพ.วีรวุฒิ ให้ข้อมูลอีกว่ายังรวมถึง คนที่กินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์พวกผัก ผลไม้น้อย ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ออกกำลังน้อย และคนที่มีประวัติ หรือคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps รวมไปถึงคนที่มีปัญหาระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน เป็นต้น  ช่วงอายุที่เสี่ยง อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุวัย 50-70 ปี  ขณะที่กลุ่มอายุน้อยกว่า 50 ปีที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ อาจมีโอกาสเกิดโรคสูงขึ้นเช่นกัน

มะเร็งลำไส้ลำไส้ใหญ่ ส่วนหนึ่งป้องกันได้หากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะ “การกิน”

เขาย้ำว่า เนื้อแดงต่างๆ จากสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ  ต้องไม่กินมากเกินไป ซึ่งโดยหลักแล้วต้องกินไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์

ส่วนเนื้อที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ทั้งไส้กรอกฝรั่งและไทย เบคอน แฮม กุนเชียง แหนม หมูยอ ลูกชิ้น ควรหลีกเลี่ยง เพราะองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้อยู่ในกลุ่มเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 เนื่องจากกระบวนการแปรรูปมักจะใส่ “สารไนเตรท และไนไตรท์” ซึ่งเป็นวัตถุเจือปนในอาหารและเพิ่มสีของเนื้อแดง ปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง และหากนำเนื้อแปรรูปเหล่านี้ไปปิ้งย่างอีกความเสี่ยงจะเพิ่มเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

การคัดกรองก็มีความสำคัญ เพื่อให้รู้แต่ระยะเริ่มแรก จะทำให้การรักษาได้ผลดีและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ซึ่งขณะนี้สถาบันมะเร็งกำลังเปิดโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงให้ผู้มีอายุ 50-70 ปี เข้ารับการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

พ่อค้าเนื้อแนะซื้อได้มาตรฐาน

ส่วนผู้ค้าเนื้ออย่าง สิทธิพร บุรณนัฏ ผู้จัดการสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด ก็ออกโรงเตือนเช่นเดียวกัน เขาขอให้เลือกซื้อเนื้อที่ได้มาตรฐานเท่านั้น  เพราะที่เป็นปัญหาใส่สารเร่งเนื้อแดง มักเกิดจากตลาดเขียงที่จำหน่ายในตลาดสด

ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์ม เนื่องจากผู้ผลิตไม่ต้องการให้เนื้อวัวมีไขมัน ซึ่งผู้บริโภคที่ซื้อไปกินจะดูสภาพเนื้อวัวที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงนี้ได้ยาก แต่เบื้องต้นต้องเลือกที่ไม่มีสีเข้มเกินไป และไม่มีจุดๆแดงปะปน

“สมาชิกของสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ ซึ่งเป็นการรวมผู้ผลิตกว่า 100 ราย มุ่งขายเนื้อในตลาดพรีเมี่ยม หรือเนื้อวัวราคาสูงที่มีไขมันแทรกอยู่ ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงไม่ใส่สารเร่งเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของสหกรณ์ฯ ขายให้ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านปิ้งย่างที่มีชื่อเสียง ”

กินอย่างมีสติอย่าตื่นตระหนก

การออกมาเตือนให้สังคมได้ตระหนักของหลายภาคส่วน ทำให้หลายคนกลับ “ตระหนกกับการบริโภคอาหารมากกว่าตระหนัก” 

ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาศาสตร์ทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เคล็ดลับการกินในฐานะนักโภชนาการที่เข้าใจผู้บริโภคว่า เราไม่ได้ต้องการให้วิตกจนกินอะไรกันไม่ได้ เพียงแต่ต้องกินอย่างสมดุล และหลากหลายเข้าไว้ ให้ดูพฤติกรรมการกินอาหารปิ้งย่างของเกาหลี ที่มีการห่อผัก มีพริก มีกระเทียมกินปนกัน ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ และมีไฟเบอร์ด้วย

อาหารที่มีกากใยเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบของลำไส้  ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ เพราะจะพาสารพิษที่ตกค้างจากการกินอาหารต่างๆ ออกไป ผ่านการขับถ่ายได้อย่างดี  ขณะเดียวกันก็ต้องมีการออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอด้วย

“ต้องกินอย่างมีสติ กินอย่างหลากหลาย และไม่สุดโต่ง”   ผศ.ดร.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ปิดท้าย เพื่อให้ผู้บริโภครู้เท่าทันด้านสุขภาพ (Health Literacy)  เสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และมีความเข้าใจ ทั้งตระหนักในการเลือกกินมากกว่าความชอบส่วนตัวและรสชาติ อย่างที่มีการกล่าวไว้ว่า  “you are what you eat” สุขภาพอยู่ที่เราเลือก

 

Add Friend Follow
Saranya Thongthab