ดูหนังออนไลน์
The Bangkok Insight

จัดหนัก! ‘พิธา’ ถล่ม ‘บิ๊กตู่’ ไร้ภาวะผู้นำ-ใจกลางความล้มเหลว จี้เลิกทวงบุญคุณ

“พิธา” จัดหนัก “บิ๊กตู่” คือใจกลางความล้มเหลว ซัดไร้ภาวะผู้นำ มีโอกาสบริหารประเทศแบบไร้ภาวะกดดัน แถมงบประมาณเต็มมือ ยังไม่ทำอะไร จี้ เลิกทวงบุญคุณ  ทำอะไรไม่ได้ ก็ลงจากตำแหน่งไป อย่าปล่อยให้ประเทศย่อยยับเกินกว่าที่จะชดใช้ได้

วันนี้ (9 ก.ย.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขึ้นอภิปราย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ว่า สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างปี 2540 กับปี 2563 คือ ปี 2540 ยังมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่วันนี้ มีระบบการเมืองที่แข็งตัว นิ่งเฉย ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าปี 2540

นายพิธา กล่าวต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 เศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา นอกจากนี้ ปี 2563 รัฐมนตรีเศรษฐกิจก็หายากหาเย็น พอหาได้ก็ทำงานได้แค่ 27 วันก็ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวิเคราะห์แล้ว เศรษฐกิจของประเทศไทยจะอยู่ลำดับบ๊วยที่สุดของเอเชียในสิ้นปีนี้

“เหตุการณ์เฉพาะหน้ารัฐบาลได้ทำอะไร วันนี้กัปตันใส่เกียร์ว่าง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และยังใจเย็น รัฐบาลเลือดเย็นเกินไปหรือไม่ กับความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับอยู่ในปัจจุบัน”

“ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี  สมัยแรก ผมคงจะวิจารณ์อีกอย่าง แต่ท่านยึดอำนาจและบริหารประเทศมาแล้วกว่า 5 ปีเต็ม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้อภิสิทธิ์บริหารประเทศ มากกว่านายกฯ คนอื่นๆ มากกว่าผู้นำประเทศไหน ๆ ไม่มีทั้งฝ่ายค้าน ไม่มีแรงต้าน ไม่มีการตรวจสอบ แต่ผลงานที่ได้มาคือ เศรษฐกิจรั้งท้ายเกือบบ๊วยที่สุดของเอเชีย ท่านมีโอกาสตลอด 5 ปี ที่ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ แต่ท่านไม่ทำ บริหารประเทศไม่ได้บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน จึงปฎิเสธไม่ได้ว่นายกฯไม่มีภาวะผู้นำ”

เรามีนายกฯ ที่ไม่มีภาวะผู้นำ และยังอยู่ในระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวที่สุด ไม่ต้องหลับตาก็นึกภาพออกว่า พังพินาศแค่ไหน รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จัดตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะกติกาที่ตั้ง 250 ส.ว.เพื่อมาเลือกให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาของสังคมไทยและรองรับอนาคต แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจเพื่อรักษาอำนาจของเครือข่ายพวกท่านให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เราจึงได้เห็นภาพการแย่งชิง การต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี รัฐบาลวุ่นวายอยู่กับการป้อนกล้วยให้งูกิน จนประเทศมองไม่เห็นอนาคต นอกจากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ยังไม่รับฟัง และนอกจากไม่รับฟังแล้วก็ยังคุกคาม ขยายความขัดแย้งไปในวงกว้าง”

เมื่อคู่ต่อกรเป็นนักเรียน จะต้องจับอีกสักกี่คน ถึงจะเข้าใจว่าการคุกคามไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย จะหันกระบอกปืนเข้าหาพวกเขา ที่เป็นอนาคตของประเทศและมือเปล่าหรือไม่ หวังว่าท่านจะคิดได้และไม่ขาดสติจนนำประเทศไปถึงจุดนั้นอีก 

ภาพ : เฟซบุ๊กเพจ พรรคก้าวไกล

นายพิธา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคตคนไทยไว้คือ ระบบราชการ และระบบการศึกษา ระบบราชการไทยมีความแข็งตัวสูง เป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีแต่พรรคพวก ไม่ยอมให้ใครล้ำเส้น เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

ขณะที่ระบบการศึกษาไทยก็ล้าหลัง และไม่เคยเปลี่ยน โรงเรียนจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะระบบอำนาจนิยมที่แรกที่เด็กได้พบเจอ ทั้งการใช้อำนาจของครูกับลูกศิษย์ หรือรุ่นพี่ที่กดทับรุ่นน้อง

วันนี้นักเรียน นักศึกษาต้องการจะปลดแอกตัวเอง จากระบบที่ห่วยแตกแบบนี้ ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ยังมองไม่เห็นอนาคตว่า จะเดินไปอย่างไร เพราะแม้แต่การจัดทำงบประมาณก็ยังทำเหมือนเดิม ระบบราชการยังคงรวมศูนย์ ระบบการศึกษายังไม่มีการปรับตัว สังคมไทยจึงมืดมิด เพราะท่านหวงแหนอดีต ที่ทำให้ท่านได้ประโยชน์ แต่สร้างเวรกรรม ทำให้พวกเขาก้าวสู่อนาคตไม่ได้

“ไม่มีครั้งไหนที่นักเรียน นักศึกษาประท้วงรัฐบาลมาก และกระจายไปทั่วประเทศขนาดนี้ หยั่งรากลึกลงไปจนถึงระดับนักเรียนมัธยม ซึ่งถ้าท่านปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ 6 ปีก่อน การชุมนุมของนักศึกษาจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเลิกดูถูก เลิกทวงบุญคุณว่า ท่านเข้ามาบริหารประเทศเพราะอะไร เพราะคนที่ปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาก็คือพล.อ.ประยุทธ์”

วันนี้ชัดเจนแล้วว่า ความวุ่นวาย ความสิ้นหวัง ความล้าหลังนั้น ใจความล้มเหลว อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ควรหลีกทาง ลงจากอำนาจ คืนอนาคตให้กับประเทศชาติ ออกไปก่อนที่ประเทศจะย่อยยับเกินกว่าที่พวกท่านจะชดใช้ไหว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team