ดูหนังออนไลน์
Business

มีในพอร์ตหรือยัง? เปิด 20 หุ้นจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ยาวนานตลอด 28 ปี

หุ้นปันผล 20 บริษัท หุ้นจ่ายปันผลดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ติดต่อกันอย่างยาวนานถึง 28 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2562 มีในพอร์ตหรือยัง?

นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเพื่อลดความเสียหายของพอร์ตลงทุน หุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอนับเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น หากเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งก็สามารถถือลงทุนระยะยาวได้อีกด้วย

ในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น (Bull Market) นักลงทุนมักจะลงทุนโดยมีเป้าหมายเป็นผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น (Capital Gain) แต่หากตลาดผันผวนหรือตลาดเป็นขาลง (Bear Market) อาจต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการหาหุ้นที่มีความสามารถในการจ่ายปันผล (Dividend Stock) สม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน

 

หากเอ่ยถึงหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ มักเป็นหุ้นที่มีการดำเนินธุรกิจ และขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ สังเกตได้จากยอดขายและกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะตกต่ำ หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น ปัญหาทางการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ ธุรกิจก็ยังสามารถขยายตัวต่อไปได้ อีกทั้งบริษัทเหล่านี้จะมีกระแสเงินสด (Cash Flow) จากการดำเนินงานเป็นบวก หมายความว่า บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินสูงถึงสูงมาก

ดังนั้น หากนักลงทุนค้นเจอบริษัทประเภทนี้ อย่าปล่อยให้หลุดมือ เพราะนั่นคือ ขุมทรัพย์ที่จะสร้างผลตอบแทนในรูปเงินปันผลให้นักลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็ต้องหมั่นตรวจสอบการดำเนินธุรกิจ นโยบายการจ่ายปันผล ข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวของบริษัทนั้นๆ ตลอดเวลา เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงจะได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที

หุ้นปันผล

และการที่จะมั่นใจได้ว่า เมื่อลงทุนหุ้นตัวนั้นไปแล้ว บริษัทจะมีความสามารถในการจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ อาจดูได้เบื้องต้นจากประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลัง โดยให้สังเกตจากการที่บริษัทมีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ปีเดียว อีกทั้ง พิจารณาที่มาของเงินที่นำมาจ่ายว่าจะต้องมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (ไม่ใช่เป็นการกู้ยืมหรือขายสินทรัพย์บางอย่างเพื่อมาจ่ายปันผล)

การดูประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลังไป 5 – 10 ปี ถือว่าไว้วางใจได้แล้ว แต่ถ้ามีหุ้นที่มีประวัติการจ่ายปันผลตลอด 20-30 ปีไม่มีเว้น ยิ่งการันตีได้ว่าในอนาคตบริษัทน่าจะยังคงจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง

ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2562 พบว่า มีบริษัทจดทะเบียน 20 บริษัท ที่สามารถจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องติดต่อกันอย่างยาวนานถึง 28 ปี แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตสม่ำเสมอ เงินสดไม่ขาดมือ ซึ่งมักจะอยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยหวือหวา โดยถ้าไม่เป็นผู้นำในธุรกิจก็เป็นธุรกิจที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูง

หุ้นปันผล

อีกทั้ง เป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำ (ปัจจัย 4) ดังนั้น แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤติต่างๆ หรือ ล่าสุดวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจก็ยังเติบโต สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีทีมงานผู้บริหารที่มีฝีมือ รวมถึงให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

ท่ามกลางวิกฤติโควิด นักลงทุนอาจลังเลว่าควรมีหุ้นประเภทไหนในพอร์ตลงทุน และหุ้นแต่ละประเภทควรมีสัดส่วนเท่าไหร่ ในเบื้องต้นอาจเริ่มจากการศึกษาหาข้อมูล และประเมินว่าหุ้นประเภทไหนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าประทับใจ

น.ส. อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจะเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน ด้วยการซื้อหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้หุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอได้รับความนิยม

” หุ้นปันผล เป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถลงทุนได้ในทุกสถานการณ์” น.ส.อาภาภรณ์ กล่าว

สำหรับการคัดเลือกหุ้นปันผลนั้น ตามหลักการแล้วไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง “บริษัทต้องมีความเต็มใจในการจ่ายปันผล” นอกจากนี้ให้ดูแนวโน้มการดำเนินธุรกิจต้องดี ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีการเติบโตอย่างมั่นคงในยุค New Normal ที่สำคัญต้องจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเงินที่นำมาจ่ายปันผลควรมาจากการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่จากการกู้เงินเพื่อมาจ่ายปันผล

โดยหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ควรมีติดไว้ในพอร์ตลงทุนตลอดเวลา ยิ่งในช่วงวิกฤติโควิด หุ้นประเภทนี้ “น่าลงทุนมาก” เพราะจังหวะที่ราคาหุ้นปรับลดลง เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ทำให้ได้รับอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield ในระดับสูงขึ้น” อาภาภรณ์ แนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นปันผล สะสมไว้ในพอร์ตและเน้นลงทุนระยะยาว เพื่อรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ

“ช่วงตลาดผันผวน นักลงทุนจะสามารถทำกำไรได้ยากขึ้น พูดง่ายๆ คือ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่หุ้นปันผลจะช่วยลดความเสี่ยง เพราะได้รับเงินปันผลที่สม่ำเสมอ เช่น หุ้นบางตัวจ่ายเงินปันผลทุกไตรมาส ทุกครึ่งปี หรือ 1 ปีจ่ายปันผล 1 ครั้ง เป็นต้น” น.ส.อาภาภรณ์ กล่าว

หุ้นเติบโตได้ดี (Growth Stock) ท่ามกลาง New Normal ถึงแม้ว่าหุ้นเติบโตอาจมี P/E Ratio หรือ Price to Book สูงกว่าตลาดโดยรวม แต่มองว่า มีโอกาสเติบโตในระดับที่ดี ดังนั้น การลงทุนหุ้นประเภทนี้จึงเน้นผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นในอนาคต (Capital Gain) “เมื่อไหร่ที่ตลาดเป็นขาขึ้น หุ้นประเภทนี้จะสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตโดยรวมได้ดี”

โดยในช่วงตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นเติบโต ที่ระดับประมาณ 7 – 10% แต่ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นควรขยับขึ้นไปที่ประมาณ 15 – 20%

หุ้นที่สามารถเติบโตได้ดีในยุค New Normal เช่น ธุรกิจไฟแนนซ์ รับจำนำ เพราะในช่วงวิกฤติโควิด จะมีผู้นำทะเบียนรถ โฉนดที่ดินมาจำนำ เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากขาดสภาพคล่อง หรือธุรกิจเวชภัณฑ์ยา เพราะคนเริ่มหันมาดูแล ใส่ใจสุขภาพ ทานวิตามินกันมากขึ้น หรือธุรกิจวางระบบดิจิตอล แพลตฟอร์ม ก็เติบโตได้ดี”

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาก่อนว่า ต้องเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดีในยุค New Normal “หุ้นที่เติบโตได้ดี” ในอดีต บางธุรกิจอาจไม่เติบโตในยุค New Normal ดังนั้น ควรพิจารณาให้ละเอียดก่อนลงทุน

หุ้นปัจจัย 4 เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็จ่ายปันผลสม่ำเสมอ พูดง่ายๆ เป็นหุ้นที่ไม่หวือหวา แต่สามารถลงทุนได้ในระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย ไฟฟ้า โรงพยาบาล

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นประเภทนี้จะปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันในช่วงวิกฤติ ราคาหุ้นจะปรับลดลงไม่มาก เช่นเดียวกับช่วงตลาดขาขึ้น ก็ปรับขึ้นไม่มากเช่นกัน

ในช่วงที่ตลาดผันผวน หากมีหุ้นทั้ง 3 ประเภทอยู่ในพอร์ตลงทุนจะช่วยสร้างความสมดุลได้ โดยหุ้นปันผลจะมีความปลอดภัยที่สุด “ได้เงินปันผลแน่นอน” ส่วนหุ้นเติบโตจะมีความหวือหวาที่สุด แต่ด้วยความคาดหวังเรื่องส่วนต่างจากราคาที่จะปรับขึ้นในอนาคต จะสร้างผลตอบแทนสูงให้กับพอร์ตได้เช่นเดียวกัน ขณะที่หุ้นปัจจัย 4 จะไปได้เรื่อยๆ เงินปันผลไม่สูง แต่ธุรกิจก็เติบโตได้สม่ำเสมอ

ทั้งนี้ การผสมผสานหุ้นทั้ง 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของนักลงทุนว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย สัดส่วนหุ้นปันผลจะมากที่สุด รองลงมาก็เป็นหุ้นปัจจัย 4 แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง ก็เน้นหุ้นเติบโต รองลงมาเป็นหุ้นปัจจัย 4 และหุ้นปันผล ตามลำดับ แต่ไม่ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อย ก็ต้องมีหุ้น 3 ประเภทนี้อยู่ในพอร์ตตลอดเวลา

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ฐิติเมธ โภคชัย
ผู้บริหารงาน ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team