ดูหนังออนไลน์
Business

ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาฯ ครองแชมป์ทั้ง ‘เปิดใหม่-ปิดกิจการ’

ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาฯ ครองแชมป์ เปิดกิจการใหม่ และปิดกิจการสูงสุด จากธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและเปิดกิจการรวม  765,775 ราย

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ยอดการจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนมิถุนายน 2563 และครึ่งปีแรก 2563 พบว่า ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาฯ เป็น 2 กลุ่มธุรกิจ ที่มียอดขอจัดตั้งธุรกิจใหม่สูงสุด และยังเป็นธุรกิจที่ขอเลิกประกอบกิจการ มากที่สุดเช่นกัน ส่วนทุนที่มีจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท

สำหรับผลการจดทะเบียนธุรกิจ มีดังนี้

ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนมิถุนายน 2563

จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศในเดือนมิถุนายน 2563 จำนวน 5,731 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 14,757 ล้านบาท

  • ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป  612 ราย ตามด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 271 ราย และอันดับ 3 คือ ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 188 ราย
  • ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน

ช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท 4,323 ราย  รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท 1,326 ราย, ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท 69 ราย และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท 13 ราย

ธุรกิจจัดตั้งใหม่ครึ่งปีแรก 2563

จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ครึ่งปีแรก 2563 จำนวน 33,337 ราย เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลัง 2562 จำนวน 33,263 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 74 ราย และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 2562 จำนวน 38,222 ราย ลดลงจำนวน 4,885 ราย

  • ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 3,394 ราย รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,665 ราย และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 932 ราย
  • มูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่ในครึ่งปีแรก 2563  มีจำนวนทั้งสิ้น 104,571 ล้านบาท เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลัง 2562 จำนวน 209,708 ล้านบาท ลดลง 105,137 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 2562 จำนวน 117,756 ล้านบาท ลดลง 13,185 ล้านบาท
  • ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน

ช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 24,471 ราย คิดเป็น 73.40% รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท 8,336 ราย  , ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท 468 ราย และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท 62 ราย

วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2563

จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ประจำเดือนมิถุนายน 2563 มีจำนวน 1,336 ราย โดยมีมูลค่า ทุนจดทะเบียนจำนวน 5,132 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

  • ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 111 ราย รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 69 ราย  และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 36 ราย
  • ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน

ช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท 923 ราย คิดเป็น 69.09% รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท 350 ราย คิดเป็น 26.20% ลำดับถัดไป คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท 59 ราย คิดเป็น 4.41% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท 4 ราย คิดเป็น 0.30%

ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนมิถุนายน 2563

  • ณ วันที่ 30 มิ.ย. 63) ธุรกิจที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศจำนวน765,775 รายมูลค่าทุน 18.44 ล้านล้านบาท จำแนกเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 186,682 ราย  บริษัทจำกัด 577,822 ราย  และบริษัทมหาชนจำกัด 1,271 ราย
  • ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน

ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท 452,511 ราย คิดเป็น 59.09% รองลงมาคือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท 225,544 ราย คิดเป็น 29.45%, ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท  71,858 ราย คิดเป็น 9.39% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท 15,862 ราย คิดเป็น 2.07%

การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว

เดือนมิถุนายน 2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 56 ราย มีนักลงทุนต่างชาติลงทุนเพิ่มขึ้น 11 ราย  และมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 11,401 ล้านบาท

สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 7 ราย เงินลงทุน 386 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ สิงคโปร์ 5 ราย เงินลงทุน 623 ล้านบาท และจีน 2 ราย เงินลงทุน 330 ล้านบาท

ส่วนครึ่งปีแรก 2563 คนต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ 355 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 58,407 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนพบว่า มีจำนวนนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 22 ราย เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 3,653 ล้านบาท  ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ และนโยบายในการส่งเสริมการลงทุน อาทิ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม  โรงไฟฟ้าพลันงงานความร้อนร่วม ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริการออกแบบพร้อมติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ เป็นต้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT