CEO INSIGHT

‘ประทีป’ : ทำไมผมต้องซื้อ’ มั่นคง’

ประทีป ตั้งมติธรรม

“ศุภาลัย เตรียมงบ 4 พันล้าน พร้อมซื้อหุ้นมั่นคงเคหะการ” คือพาดหัวข่าวดังเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นศุภาลัยก็ได้ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นมั่นคง จากผู้ถือหุ้นรายย่อย ในราคาเสนอซื้อที่ 4.10 บาทต่อหุ้น

การทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ จะครบกำหนดลงในวันที่ 5 กันยายนนี้ ซึ่งจะปิดสมุดบัญชีทะเบียนหุ้น และทราบว่าศุภาลัยจะได้หุ้นมั่นคงมาเท่าไร เพราะราคาที่เสนอเทนเดอร์ออฟเฟอร์ 4.10 บาทต่อหุ้น นั้นต่ำกว่าราคาที่มั่นคงขายให้กับนักลงทุนอีกรายก่อนหน้านี้

ตามข้อมูลที่ นายชวน ตั้งมติธรรม ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ขายหุ้น 20.64% หรือ 177.55 ล้านหุ้น ให้กับ “สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ” เจ้าของบริษัท แคสเซิล พีค ดีเวลลอป เม้นท์ส จำกัด และบริษัท ซีพีดี โฮลดิ้ง จำกัด ที่เหมาซื้อในราคาหุ้นละ 6.75 บาท รวมเป็นเงินกว่า 1,198.46 ล้านบาท

วันก่อนมีโอกาสได้พบ นายประทีป ตั้งมติธรรม ซีอีโอ ศุภาลัย  ได้สอบถามเรื่องนี้ก็ได้ความว่า ศุภาลัยตั้งใจซื้อหุ้นมั่นคงอย่างจริงจัง และกำลังทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์อยู่ จะครบกำหนดวันที่ 5 กันยายนนี้ หลังจากนั้นวันที่ 6 กันยายน 2561 จึงจะทราบว่าจะได้สัดส่วนหุ้นเท่าไร

ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็เท่านั้น เราเสนอราคาไปตามสมควร  สอดคล้องกับราคาตลาด

“ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็เท่านั้น เราเสนอราคาไปตามสมควร  สอดคล้องกับราคาตลาด คือหุ้นละ 4.10 บาท  จะเห็นว่าราคาเป็นธรรม” ซีอีโอ ศุภาลัยย้ำ และว่า “เหตุผลที่เข้าไปซื้อมั่นคง  ต้องการช่วยบริหาร หลังจากรู้ว่าครอบครัวคุณชวน และบุตรชาย-บุตรสาว คือ คุณชูเกียรติ-คุณชุติมา ตั้งมติธรรม ทายาทธุรกิจทั้ง 2 คนอยากจะพัก”

เผยเบื้องหลังขายหุ้นออก 

นายประทีป เล่าว่า ก่อนที่ศุภาลัยจะเข้าซื้อหุ้นมั่นคง มีโอกาสได้คุยกับนายชวน

“คุณชวน ตั้งมติธรรม ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของผม  คุณชวน ก็เล่าว่าได้ขายหุ้นออกไปให้กลุ่มใหม่ เพราะอยากวางมือ ลูกๆ ก็อยากพัก เลยเสนอตัวซื้อหุ้นโดยตั้งใจว่าจะนำมาช่วยบริหารต่อ”

เดิมทีนายประทีป จะซื้อตั้งแต่แรก แต่ติดขัดที่บอร์ดบริษัทศุภาลัยไม่เห็นด่วย แต่ต่อมาราคาหุ้นมั่นคงปรับตัวลดลงมาเหลือ 3 บาท 3.20 บาท และเคยตกไปถึง 2.98 บาท  บริษัทเห็นว่าเป็นราคาที่น่าสนใจ  ในที่สุดก็ได้อนุมัติให้เสนอซื้อที่ราคาหุ้นละ 4.10 บาท อย่างที่ได้ประกาศไป

การเสนอหุ้นมั่นคงของศุภาลัย ได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากผู้บริหาร คือ นางวารุณี ลภิธนานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ และเลขานุการบริษัท บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่เปิดเผยว่า บอร์ดมีมติส่งบริษัทย่อย คือบริษัท ศุภาลัย พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เข้าทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK จำนวน 992.01 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 100%  ในราคาหุ้นละ 4.10 บาท รวมเป็นมูลค่า 4.07 พันล้านบาท โดยใช้เงินจากการเพิ่มทุน- และเงินกู้มาดำเนินการ

ศุภาลัยแจงเหตุลงทุน”มั่นคง” 

สอดคล้องกับคำยืนยันของ ซีอีโอศุภาลัย ที่บอกว่า การซื้อหุ้นมั่นคงครั้งนี้ มองเป็นเหมือนการลงทุนอสังหาฯ ในบริษัทต่างๆ เช่น ที่ออสเตรเลีย ศุกภาลัยก็เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทอสังหาฯท้องถิ่น ลงทุนพัฒนาโครงการ ศุภาลัยถือหุ้นส่วนน้อย  ก็ให้บริษัทท้องถิ่นเป็นผู้บริหาร

ในมั่นคงก็เช่นกัน หากศุภาลัยซื้อได้เป็นหุ้นส่วนน้อย ก็ให้หุ้นส่วนใหญ่เขาบริหาร ศุภาลัยถือหุ้นเป็นการลงทุนไปไม่มีอะไรเสียหาย หรือหากได้หุ้นส่วนมากมีสิทธิมีเสียงในการบริหาร ก็จะได้ช่วยคิดช่วยทำ เพราะอย่างไรก็เป็นสายธุรกิจเดียวกัน

แต่การทำคำเสนอซื้อที่ศุภาลัย ตั้งราคาไว้ที่ 4.10 บาท ดูจะไม่จูงใจผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะก่อนหน้านี้หุ้นมั่นคง เคยขายได้ถึง 6.75 บาท มีผลทำให้จำนวนหุ้นที่ได้มาตามเทนเดอร์ออฟเฟอร์ยังน้อยกว่าปกติ โดยแหล่งข่าวเผยว่า ศุภาลัยมียอดหุ้นมั่นคงที่ได้จากเทนเดอร์ออฟเฟอร์  เพียง 0.3% เท่านั้น

ก่อนหน้านี้นายประทีป บอกว่าเขาถือหุ้นมั่นคงในนามตัวเอง สัดส่วนเป็นที่ 2 แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่ายังอยู่อันดับ 2 อยู่หรือเปล่า เพราะเท่าที่ทราบทาง บริษัทฟินันซ่า ก็กำลังซื้อเพิ่มด้วยเช่นกัน ดังนั้นสัดส่วนอาจเปลี่ยนไป

หากดูข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ณ วันที่ 2 กันยายน 2561 ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมั่นคง ระบุว่า นายประทีป ถือหุ้นกว่า 112 ล้านหุ้น สัดส่วน 11.29% เป็นอันดับ 1 บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) ถืออยู่กว่า  96 ล้านหุ้น สัดส่วน 9.78% เป็นอันดับสอง (ข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิม ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ก่อนการซื้อขายล็อตใหญ่)

 เป้าหมายใหญ่อยากช่วยบริหาร

แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการขายหุ้นโดยตรง  ยังมีการตั้งโต๊ะเทนเดอร์ออฟเฟอร์  ต้องรอปิดสมุดทะเบียนหุ้น วันที่ 5 กันยายนนี้ จะทราบผลที่ชัดเจนวันที่ 6 กันยายน 2561 ว่า กลุ่มศุภาลัย จะได้เป็นหุ้นใหญ่หรือไม่ เพราะในตอนที่ประกาศเสนอซื้อไป ตอนนั้นตั้งใจซื้อหุ้นมั่นคงให้ครบ 100% ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือหุ้นน้อยก็ปล่อยให้เขาบริหาร เพราะไม่มีความขัดแย้งใดๆ อยู่แล้ว ที่ซื้อก็เพื่ออยากช่วยบริหารเท่านั้น

นายประทีป กล่าวว่าหลังปิดเทนเดอร์ออฟเฟอร์วันที่ 5 กันยายนแล้ว ศุภาลัยก็อาจซื้อต่อ แต่คงเป็นซื้อในตลาดปกติ เพราะต้องการเก็บหุ้นมั่นคงไว้ หากมีโอกาสก็อยากเข้าไปช่วยบริหาร

Add Friend Follow
Orawan Hoichan