ดูหนังออนไลน์
Politics

‘ไพศาล’ เตือน! เยาวชนประท้วงเป็นเรื่องการเมือง อย่าโยง ‘ล้มเจ้า’ ทำลายสถาบัน



“ไพศาล พืชมงคล” เตือน! เยาวชนประท้วง เป็นเรื่องการเมือง อย่าโยง “ล้มเจ้า” ผลักประชาชนไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ทำลายสถาบันเสียเอง ระวัง! ถ้าไม่แก้ไข 4 วิกฤติชาติ ไฟน้อยจะไหม้ลามทุ่ง ม็อบเดินเท้าเข้ากรุงแบบมหาตมะคานธี

วันนี้ (20 ก.ค. 63) นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ), อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ถึงการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนหลายข้อความ ดังนี้

ไพศาล พืชมงคล เยาวชนปลดแอก เยาวชนประท้วง

“อย่าบิดเบือนเบี่ยงเบน

การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างเยาวชนนักศึกษาและกลุ่มการเมืองกับรัฐบาล

อย่าบิดเบือนเบี่ยงเบนว่า เป็นการชุมนุมเพื่อการล้มเจ้า

เพราะนั่นคือการผลักประชาชนไปเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ที่อันตราย!

และถ้าทำโดยจงใจ ก็คือ การทำลายสถาบันเสียเอง”

 

“อย่ามัวด่าคนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองว่าเป็นพวกล้มเจ้า

หรือขับไล่ไสส่งคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ให้ไปอยู่ต่างประเทศเลย!

บัดนี้ พวกล้มเจ้าตัวจริงประกาศตนชัดเจน ตั้งเพจใส่ร้ายเจ้าทุกวัน จนประชาชนทนไม่ไหว

ผมได้เรียกร้องทวงถามทุกวัน ว่าคนมีหน้าที่ทำไมไม่ทำหน้าที่หรือว่าสมรู้ กัน

มาช่วยกันไล่คนไม่ทำหน้าที่ดีกว่า”

เยาวชนปลดแอก เยาวชนประท้วง

“พักนี้ดาวเดือนโคจรย้อนกลับ!!!

จนน่าสังเกตติดตามอย่างใกล้ชิด

ช่วงปลายเดือนนี้ จะมีความชัดเจน!!!!

ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก็ปรากฎชัดขึ้นแล้ว

อยู่ที่โคนไม้จะได้กลับไปบนต้นไม้

อยู่บนต้นไม้ อาจจะกลับมาอยู่ที่โคนไม้!!!!

ข่าวดีย่อมมีมาแก่คนดี ข่าวไม่ดีย่อมบังเกิดแก่คนไม่ดี!!!!

การได้รับมงคลหรืออัปมงคล

เพราะการครองตนของตน อย่าว่าฟ้าบันดาลเลย!!!!

แม้กระทั่งม็อบเด็ก ถึงจะพลาดในช่วงแรกที่ปล่อยให้ต่างชาติแทรกแซงครอบงำและปล่อยให้พวกล้มเจ้าเข้ามาแทรก

แต่ปัญหาและเหตุผล ที่ผู้คนจะเข้าร่วมก็ประมาทไม่ได้

ผมจึงพร่ำเตือนว่า“ประกายไฟน้อยไหม้ลามทุ่งได้”

ขณะนี้กำลังก่อเกิดกระแสแฟลสม็อบกลับมาแล้ว

ถ้าไม่รีบแก้ไขวิกฤติชาติ 4 ประการ ตามบทพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญ

ก็อาจจะได้เห็น การเคลื่อนม็อบเดินเท้าเข้ากรุง แบบมหาตมะคานธีนำประชาชนไปทำนาเกลือแล้วประกาศเอกราชอินเดียก็ได้!!! (เขาเดินงานไปไกลแล้ว)”

ประท้วง

เยาวชนประท้วง ยื่น 3 ข้อเสนอ

สำหรับกรณีที่ กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ชุมนุมประท้วง ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ได้มีการยื่นข้อเสนอ 3 ด้านต่อรัฐบาล คือ

1.“ต้องประกาศยุบสภา” โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลสืบทอดอำนาจภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ล้มเหลวในการบริหารศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินและออกมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้มีคนตกงานและขาดรายได้เป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลก็มิได้เยียวยาอย่างถ้วนหน้าและทั่วถึง มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจโดยที่ไม่แยแสแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ปล่อยปละละเลยให้แขกวีไอพีที่มีเชื้อไวรัสเข้ามาในประเทศโดยที่ไม่ได้กักตัวซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อโอกาสที่จะมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่รอบ 2

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจไว้วางใจให้รัฐบาลชุดนี้บริหารบ้านเมืองต่อไปได้ จึงขอยื่นคำขาดว่า นายกรัฐมนตรีต้องประกาศ “ยุบสภา” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและเปิดทางให้คนที่มีความรู้ความสามารถมาแก้ไขปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ

2.“หยุดคุกคามประชาชน” ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ประชาชนต่างก็หวังกันว่าประเทศไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนจะมีเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุมโดยที่ไม่ถูกคุกคามและยัดข้อกล่าวหาหรือคดีความ

แต่ความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ การคุกคามทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยายังคงดำเนินต่อไป แทบไม่ต่างจากเมื่อสมัยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอำนาจอยู่ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ของเราถูกยัดคดีไปทีละคน ทีละคน มีการอ้างความมั่นคงเพื่อปิดปากประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม

ดังนั้นเราจึงขอเรียกร้องให้หยุดคุกคามประชาชน ทั้งทางกายภาพ ทางจิตวิทยาตลอดจนการยัดข้อหาเพื่อดำเนินคดีรวมไปถึงให้รัฐสภายกเลิกกฎหมายที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย

3.“ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ โดยแรกเริ่มเดิมทีก็มีที่มาที่ไม่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว เพราะคณะผู้ร่างไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน ผู้ที่รณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติก็ถูกคุกคามและยัดข้อหากันไปหลายคน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญก็เป็นไปเพื่อรักษาระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น

  • สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ยกมือโหวตให้หัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจ
  • องค์กรอิสระและศาล ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดประชาชนและนักการเมืองที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจทั้งที่พูดถึงได้และพูดถึงไม่ได้
  • ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมและบัตรใบเดียว ที่บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน และทำให้เกิดรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็ง ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ รวมไปถึงการผุดของงูเห่าหรือผู้แทนราษฎรที่ทรยศต่อประชาชน
  • นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอื่น ๆ อีกที่เป็นต้นตอปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนี้เป็นต้นตอของปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการจะปลดล็อกกุญแจดอกแรกที่จะนำพาประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยคำนึงถึงหลักการสิทธิมนุษยชนเป็นหลักและปราศจากการแทรกแซงของคนที่ประชาชนไม่ได้เลือก

กลุ่มเยาวชนปลดแอดยังประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า หากภายใน 2 สัปดาห์นับตั้งแต่เราอ่านประกาศวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ หากไม่มีการตอบรับใด ๆ จากทางรัฐบาลเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการนี้ จะทำการยกระดับการ ชุมนุมประท้วง ต่อไป

เยาวชนประท้วง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (19 ก.ค. 63) กลุ่มประชาชน นักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุบลราชธานี ยังได้ออกมาร่วมกิจกรรมแฟลชม็อบ เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ยกเลิกรัฐบาลแบบเผด็จการ และต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนโดยแท้จริง เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มเยาวชน ปลดแอก

ภายในกิจกรรม ชุมนุมประท้วง ผู้ร่วมชุมนุมได้ใส่เสื้อดำ มีการถือป้าย ชูมือสามนิ้ว และการเขียนข้อความเรียกร้องต่างๆ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team