ดูหนังออนไลน์
General

หมอเล่าไทม์ไลน์สงสัย ‘แม่ปุ๊ก’ ทำร้าย ‘อมยิ้ม-อิ่มบุญ’ แอบถ่ายคลิปทั้งที่ห้ามแล้ว

หมอเล่าไทม์ไลน์สงสัย “แม่ปุ๊ก” ทำร้าย “อมยิ้ม-อิ่มบุญ” แอบถ่ายคลิป – รูปตลอดเวลาทั้งที่ห้ามแล้ว พร้อมเผยช็อตตบตา “เล่านิทาน” ทำน้ำตาไหลกันหมด

รายการโหนกระแส เกาะติดเหตุการณ์ “แม่ปุ๊ก” ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าวางยาลูกสองคน “น้องอมยิ้ม” และ “น้องอิ่มบุญ” เพื่อหวังเงินบริจาคกว่า 20 ล้าน โดยเปิดใจสัมภาษณ์ “รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์” หัวหน้าหน่วยดูแลเด็กถูกทำร้าย รพ.ธรรมศาสตร์ และ “รศ.พญ.ศุกระวรรณ อินทรขาว” กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ .ธรรมศาสตร์ และ “รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล” ประธานบริหารหลักสูตรอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต

ไปที่น้องอมยิ้มก่อน น้องเข้ามารพ.ด้วยอาการอะไร?

พญ.วนิดา : “จะบอกว่าจริงๆ เรื่องของน้องยิ้มเป็นเรื่องที่เราดูย้อนหลัง พอเราพบว่าเกิดอาการในอิ่มและคิดว่าเป็นเรื่องของการใช้สารกัดกร่อน เราก็เลยไปดูประวัติเก่าของยิ้มว่าโดนด้วยหรือเปล่า และเราก็พบข้อมูลบางอย่างที่ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ายิ้มก็จะโดนเหมือนกัน เพราะยิ้มมาหาเราปลายธ.ค. ปี 61 จนเสียชีวิตส.ค. ปี 62 น้องเข้ามาหาด้วยอาการอาเจียน บอกว่าแพ้อาหาร อาเจียนเป็นเลือด เป็นอาการหลักและอาการที่มีร่วมด้วย คือความดันโลหิตสูงและเรื่องตับอักเสบ ถึงตับวายในช่วงหลังๆ”

ตอนแม่ปุ๊กพาไปหาหมอ เขาลงในเฟซบุ๊กบอกว่าน้องเป็นอาการหนึ่งในล้านของโลก หมอบอกแบบนี้หรือเปล่า?

พญ.วนิดา : “อันนั้นเป็นความซับซ้อนของการวินิจฉัยโรค ซึ่งวินิจฉัยยาก ส่วนหนึ่งของโรคที่เราหาก็คืออะไรทำให้เด็กเล็กขนาดนี้ ความดันโลหิตสูงชนิดสูงกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้อันตรายอย่างมากกับสมมองได้ ถ้าสูงขนาดนั้น โรคนึงที่ทำให้เกิดได้คือเลนนินโอม่า ประโยคนี้เราบอกแม่ไปว่าเราสงสัยว่าจะเป็นและขอตรวจ จนถึงขั้นตัดชิ้นเนื้อไตไปตรวจก็ปรากฎว่าไม่เป็นค่ะ ซึ่งมันเป็นก้อน ลักษณะเนื้องอกชนิดนึงที่สร้างสารเลนนินในกระแสเลือด และทำให้ความดันโลหิตสูง”

คุณหมอประเมินว่าน่าจะเกิดจากเหตุนี้?

พญ.วนิดา : “หลังจากหาทุกๆ อย่าง เพราะยิ้มนี่หาเยอะมาก เอ็มอาร์ไอ เอ็มอาร์เอ ฉีดสี คือทำตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำละเอียดมาก เราเจอแค่ว่าเป็นไปได้ว่าจะเป็นเลนนินโอม่า แต่ท้ายที่สุดแล้วตัดชิ้นเนื้อไปตรวจก็ไม่เป็นค่ะ สรุปแล้วเลนนินก็ไม่ได้สูงอีก ตัวก้อนเนื้องอกที่เป็นเลนนินโอม่าก็ไม่ได้เป็น แต่แจ้งไปแล้วนะคะว่าลูกไม่ได้เป็น”

ก้อนที่พูด ตอนแรกถ้าสมมติน้องอมยิ้มจะเป็นจริงๆ จะเกิดตรงไหนของอวัยวะ?

พญ.วนิดา : “ตรงต่อมหมวกไต แถวๆ ไตค่ะ”

แต่ก็ไม่เจอก้อนเนื้อก้อนนี้?

พญ.วนิดา : “ถ้าพูดจะยาวมาก เป็นการซับซ้อนทางการแพทย์ สั้นๆ เราพบจากเอ็มอาร์ไอที่มีการสะท้อนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ทำให้สงสัยว่ามีก้อนขนาด 0.2 เซนฯ แปลว่ามีก้อนอยู่จริง หรือเป็นแค่เงาของแสง อาจไม่มีจริง แต่ว่าคุณหมอตัดสินใจตัดออก เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เด็กขนาดนี้จะมีความดันโลหิตสูง 150-160 มันเกิดจากอะไร คุณหมอเลยต้องยอมทำสิ่งที่จะทำได้เพื่อจะแก้ปัญหาความดันโลหิตให้เด็ก แต่ตัดออกไปก็คือปกติค่ะ และเราก็บอกเขาด้วยค่ะว่าพอตัดไปก็ไม่ได้เป็น”

ปรากฎว่าน้องก็ยังมีอาการอย่างนั้นอยู่อีก?

พญ.วนิดา : “ใช่ค่ะ ซึ่งขออนุญาตบอกภาพรวม ไม่อยากลงรายละเอียด เราดูแลยิ้มประมาณเกือบ 8 เดือน 236 วัน ตั้งแต่เข้ามาครั้งแรกจนเสียชีวิต คือ 175 วันในรพ. 61 วันที่บ้าน ประมาณ 6 เดือน ยิ้มใช้ชีวิตอยู่ในรพ. กับอีก 2 เดือนใช้ชีวิตอยู่บ้าน กับลักษณะนอนรพ. 7 รอบ ด้วยโรค 3 โรคหลักซึ่งหาสาเหตุไม่ได้”

แม่ปุ๊กลงเฟซบุ๊ก และให้เหตุผลว่าตอนนี้จำเป็นต้องมีเงินก้อนนึงเพื่อส่งชิ้นเนื้อไปต่างประเทศ ทั้งหมด 8 หมื่นกว่าบาท อันนี้จริงมั้ย?

พญ.วนิดา : “อันนี้เรื่องจริง แต่ไม่ทราบว่าจ่ายเงินจริงหรือเปล่า เพราะพอเราส่งและติดต่อต่างประเทศเพื่อส่งไป ก็ติดต่อให้อีเมล ให้แม่น้องเป็นคนจ่ายตังค์ ทางนั้นแจ้งมาว่าแม่ยังไม่ได้จ่าย คุณหมอถามไปทางคุณแม่ว่าจ่ายหรือยัง คุณแม่บอกว่าจ่ายแล้วเดี๋ยวจะเอาหลักฐานมาให้ดู แต่ก็ไม่ได้เอามาให้ดู อันนี้ก็เลยยังไม่ทราบว่าจ่ายหรือไม่จ่ายค่ะ”

ตัวเลขจริงๆ ที่รักษาน้องยิ้มเท่าไหร่?

พญ.วนิดา : “1.5 ล้านค่ะ”

แม่ปุ๊กจ่ายเท่าไหร่?

พญ. วนิดา : “4 แสนกว่า จ่ายเป็นเงินสด การมาช่วยคุณแม่ต้องแจ้งขอ ถ้าคุณแม่ไม่ได้แจ้งขอกับทางรพ. รพ.จะไม่ได้ช่วย คุณแม่ไม่ได้แจ้งขอใช้กองทุนกับรพ.ค่ะ คุณแม่แจ้งขอจ่ายเอง”

กรณีน้องยิ้มก่อนเสียชีวิต 12 สิงหาคมคุณแม่ก็ขออนุญาตคุณหมอถ่ายคลิปหรือไลฟ์และเล่านิทาน หรือตัวน้องไม่สบายต้องถ่ายคลิปอยู่ตลอดเวลา จริงมั้ย?

พญ.วนิดา : “เขาทำตลอดเวลาค่ะ ไม่ว่ารูปหรือคลิปเขาออกทุกวัน ตลอดเวลาของการป่วยของน้องเขาค่ะ”

ผิดวิสัยกับความเป็นแม่มั้ย?

พญ.วนิดา : “หมอคิดว่าเราต้องใจเย็นกันนิดนึงนะคะ เวลาที่เรามองภาพ จริงๆ ถามว่าในบรรยากาศของยิ้ม เราไม่ได้สงสัยแม่ใช่มั้ยคะ เพราะเราไม่เจออะไรที่ทำให้เรามั่นใจได้ เป็นบรรยากาศที่แม้แต่หมอหรือพยาบาลก็ร้องไห้ตาม เป็นบรรยากาศของความซาบซึ้งใจ ไม่เหมือนลักษณะของการทำร้ายเด็ก เหมือนเด็กคนนึงจะเสียชีวิต แล้วแม่เล่านิทานให้ฟัง พูดไปจะร้องไห้ตาม มันซาบซึ้งจริงๆ ค่ะ สิ่งที่เขาแสดงออก ใช้ได้มากๆ ค่ะ แล้วตัวยิ้มเองรักแม่มาก เป็นเด็กน่ารักที่ดูเหมือนมีความสุข เขาแสดงบทบาทความเป็นแม่ได้ดี ทำให้ยิ้มมีความสุข”

คุณหมอพูดวันนี้ก็น้ำตาคลอ อะไรทำให้ทุกอย่างเริ่มกลับตาลปัตร เป็นเพราะมีเรื่องอิ่มบุญเข้ามา แล้วย้อนกลับไปดู ทำให้หมอถูกตบตาหรือเปล่า?

พญ.ศุกระวรรณ : “ของอิ่มตั้งต้นมารพ.เมื่อ 13-14 มกราคม ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด เราก็สงสัยเรื่องการแพ้อาหาร เราก็รับคนไข้ไว้ดูแล ให้อยู่ในวอร์ดเด็กโต เราทำการส่องกล้อง วันที่ 17 ผลการส่องกล้องครั้งแรกเราไม่พบความผิดปกติในครั้งแรก เป็นเนื้อเยื่อ เป็นการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน ดูหลอดอาการ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้นไม่พบอะไรที่ผิดปกติ แล้วเราก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วย ผลชิ้นเนื้อก็ไม่อ่านอะไรที่ผิดปกติ ในตอนนั้นเราคิดว่าการวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนั้น จากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประวัติจากรพ.เก่า เราก็คิดว่าน้องยังอยู่ในการแพ้อาหาร แพ้นม เราก็รักษาตามอาการแบบนั้น ก็งดนม งดผลิตภัณฑ์ของนม อาการเขาก็ดีขึ้น”

ตอนอิ่มบุญเข้ามารพ. อาการเหมือนอมยิ้มมั้ย?

พญ.ศุกระวรรณ : “คล้ายกันมากเลยค่ะ เพราะยิ้มก็เข้ามาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด เหมือนกันเลย แต่ของยิ้มเราได้ดูแลเขาด้วย เขาไม่มีอาการทางปาก แต่ของอิ่มมีอาการทางปาก เหมือนเบิน”

หลังจากนั้นรักษาเรียบร้อย จบ กลับบ้าน?

พญ.ศุกระวรรณ : “จริงๆ เราส่องกล้องวันที่ 17 เราส่องกล้องก็ไม่มีอะไร ปกติ ก็สอนแนะนำให้งดอะไรบ้าง คิดว่าพรุ่งนี้น่าจะกลับได้ ปรากฎว่าวันที่ 18 ก็เริ่มมีอาการปากบวม ซึ่งเป็นในรพ. ยังไม่ได้กลับ เหมือนเราแพลนว่าวันนี้ไม่มีอะไรก็ทำเรื่องกลับบ้านได้ แล้วเดี๋ยวหมอจะนัดมาฟังผลชิ้นเนื้อที่โอพีดี ห้องตรวจผู้ป่วยนอกได้ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ทั่วไปก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

ตอนนั้นทำยังไง อาการกลับมาอีกแล้ว?

พญ.ศุกระวรรณ : “เราก็สังเกตอาการดูต่อแล้วดูว่าสิ่งที่เราให้งด คุณแม่งดจริงมั้ย เราไปรีเช็กอาหาร นม ผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่เราสงสัยว่าแพ้ ช่วงอยู่ในวอร์ดเราได้กินอะไรเข้าไปมั้ย ซึ่งทางรพ.ไม่ได้ให้แน่ๆ”

คุณแม่บอกว่าไม่ให้ด้วยหรือเปล่า?

พญ.ศุกระวรรณ : “อันนี้เขาก็ตอบยาก แต่เราบอกว่าอะไรที่เราควรห้ามกินดีกว่า อะไรที่ไม่ควรกิน หลังจากนั้นเราก็พบว่าหลังวันที่ 18 อาการปากบวมก็เริ่มมา เริ่มมีอาเจียนเล็กๆ น้อยๆ เราก็คิดว่าเอ๊ะ เราเพิ่งส่องกล้องไป ก็ดูไปก่อน สังเกตอาการมาเรื่อยๆ พอวันที่ 20 ก็เริ่มดีขึ้นนิดนึง ก็แพลนว่ากลับบ้านได้ ไม่น่ามีอะไร ก็คงการวินิจฉัยเดิม แพลนว่าอีก 2 วันกลับบ้านได้ แล้วพอมาวันที่ 23 อาการเป็นเยอะมาก ปากบวมมาก มีอาการอาเจียนเป็นเลือดเยอะชัดเจน วันที่ 23 เราย้ายคนไข้ไปหอผู้ป่วยวิกฤต อันนั้นเป็นจุดที่เยอะมาก เยอะกว่าแรกรับเขามาด้วยซ้ำ หลังจากนั้นอาการเขาเป็นเยอะ เราก็ให้การรักษาเบื้องต้นก่อน จนมีสภาพปกติ สัญญาณชีพทุกอย่างปกติ เราก็ส่องกล้องวันที่ 24 ซึ่งมันต่างจากวันที่ 17 ซึ่งห่างกันแค่วีกเดียว รอบแรกปกติดีมาก รอบสองชัดเจนมากว่ามันผิดปกติ”

มันเป็นยังไง?

พญ.ศุกระวรรณ : “มีลักษณะเป็นแผลลึกรอบวงของหลอดอาหาร ตั้งแต่ส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง ลึกรอบเลยนะคะ มีลักษณะเป็นเนื้อตาย กระเพาะแดง มีเลือดออก และมีจุดเล็กๆ เนื่องจากครั้งนี้มีเลือดมากในกระเพาะเราเลยไม่ตัดชิ้นเนื้อดู ลักษณะค่อนข้างเป็นมาก เราก็รู้สึกแปลกใจว่ามันผ่านไปแค่ 1 อาทิตย์ อาหารที่เราให้ เราพยายามงดทุกอย่างที่เราคิดว่าแพ้หมดแล้ว แต่ผลส่องกล้องมันต่างไปมากเลย แล้วเราก็มีคุณหมอทางเดินอาหารสองท่าน ช่วยกันดู เราก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นการแพ้อาหาร วินิจฉัยเดิมไม่น่าใช่ สองจากลักษณะส่องกล้อง มันเขาได้กับการกลืนสารกัดกร่อน คิดว่าเป็นอันนี้มากที่สุด นั่นคือจุดประเด็น”

หลังจากมีการประเมินว่าอาการดีขึ้น คิดว่าพรุ่งนี้ออกไปได้ แต่อยู่ดีๆ มีอาการเบินที่ปาก แต่เป็นอีก และหนักขึ้นกว่าเดิม เอากล้องไปตรวจใหม่ ปรากฎว่าพบรอยของการอักเสบ มีรอยเป็นเนื้อตายอยู่ในกระเพาะอาหาร ถึงขั้นทะลุมั้ย?

พญ.ศุกระวรรณ : “วันนั้นไม่ทะลุ แต่จากลักษณะแบบนี้มีความเสี่ยงทะลุได้สูงมาก เพราะเป็นเกรดที่เป็นความรุนแรงค่อนข้างเยอะ”

บอกแม่ปุ๊กยังไง?

พญ.วนิดา : “พอหลังทีมผู้ดูแลรักษาคิดว่าน่าจะเป็นการถูกทำร้าย เขาก็ปรึกษาไปหน่วยซึ่งตัวเองเป็นหัวหน้าหน่วย เราก็เลยเข้าไป ตอนแรกที่เข้าไปก็คิดว่าหรือแม่ป่วย เพื่อต้องการให้เกิดความเห็นอกเห็นใจหรือเปล่า เรามองให้เป็นภาพดีอยู่นะ ระหว่างนั้นเราขอคุยกับตายาย เพื่อดูว่าพร้อมดูแลเด็กมั้ยแล้วส่งแม่ไปจิตแพทย์พร้อมๆ กัน แต่ผลประเมินปรากฎว่าแม่ไม่ได้ป่วยค่ะ ถ้าแม่ทำอะไร แสดงว่าแม่รู้ตัวในขณะกระทำ มีวัตถุจุดประสงค์เหมือนคนปกติที่กระทำ ส่วนตายายประเด็นที่น่ากังวลคือพอฟังตายายพูด เหมือนเขาไม่เชื่อว่าหลานถูกสารกัดกร่อน ซึ่งตอนแรกเราพยายามดูว่าตายายเป็นที่พึ่งพิงได้มั้ย ถ้าพ่อแม่เขาดูแลไม่ได้ โดยที่เราจะบอกว่าพ่อแม่เข้ใกล้ลูกไม่ได้นะ แต่ตายายบอกว่าหลานฉันไม่ได้ถูกสารกัดกร่อน เลยทำให้คิดว่าตายายก็จะไม่ปลอดภัยด้วย ถ้าตราบใดที่ตายายคิดว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น แล้วตายายจะดูแลหรือปกป้องเด็กได้ไง นี่หมอไม่ได้พูดว่าตายายรู้เห็นหรือไม่รู้เห็นนะคะ แต่บอกว่าวิธีตอบสนองมันทำให้เราไม่สามารถปล่อยเด็กไปอยู่กับตายายด้วย ฉะนั้นเราวางแผนจะไม่มีทางให้เด็กอยู่ตามลำพังกับคนใดคนหนึ่งในครอบครัวอีกเลย นับแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เด็กต้องอยู่ไอซียู และเด็กก็อาการหนักด้วยค่ะ ต้องอยู่ไอซียู แล้วเราแจ้งเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กให้เขาช่วยดูแลเรื่องการใช้อำนาจในการคุ้มครองเด็ก เพื่อไม่ให้ครอบครัวมีโอกาสเข้าสู่เด็ก ระหว่างนี้อยู่ในกระบวนการเราจะอนุญาตให้แม่เยี่ยม แต่ไม่อนุญาตให้แม่นำอาหาร เครื่องดื่มมาให้เด็กทั้งสิ้น รวมทั้งไม่อนุญาตให้แม่ป้อนอาหารที่เราเตรียมให้เด็กด้วย แล้วแม่ก็ชอบถ่ายโน่นนี่ เราห้ามก็แล้ว แต่ก็ยังถ่ายอยู่ เราก็ให้เจ้าหน้าที่ออกเงื่อนไข ห้ามเอากล้องมือถือเข้าไปเลย”

ช่วงประเมินว่าน้องป่วยอีกแล้ว อาเจียนอีกแล้ว คุณแม่ถ่ายคลิปตลอดเวลาเหรอ?

พญ.ศุกระวรรณ : “ตอนอยู่ในห้องไอซียู เราก็ยังเห็นรูป

พญ.วนิดา : “เราบอกไม่ให้ถ่าย เราก็ไม่เห็นว่าเขาถ่ายน้องตอนไหน แต่เราเห็นในเฟซเขาว่ามีการถ่าย เราเฝ้าอยู่ เราไม่เห็นเขาถ่าย ซึ่งเขาแอบถ่าย แล้วไปลงขอเงินบริจาค ตอนหลังเราเลยให้พยาบาลขอโทรศัพท์ ซึ่งเขาก็บอกว่าฝากโทรศัพท์ไว้แล้ว แต่ก็ยังแอบเอามาถ่าย”

น้องอิ่มบุญตอนนี้ปลอดภัย ระยะยาวจะเสียงแหบไปตลอดชีวิต จริงมั้ย?

พญ.ศุกระวรรณ : “อันนี้เราต้องประเมินต่อ ลักษณะหลอดอาหารอักเสบและมีเนื้อตายมันก็ทำลายโครงสร้างหลอดอาหารอยู่ แต่ในเบื้องต้น เราได้ทำการเอกซเรย์กลืนแป้งวว่ามีตีบตันมั้ย ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีตีบตัน”

อาจารย์กฤษณพงค์ ประเมินแล้ว มีอะไรซับซ้อน?

ดร.กฤษณพงค์ : “คุณแม่บอกว่าน้องเสียชีวิต มีหลายคำถามมากที่คนตั้งคำถาม เช่นทำไมคุณแม่ต้องไลฟ์สดตอนน้องเสียชีวิต เด็กคนนี้เป็นลูกคุณแม่จริงมั้ย คุณแม่จริงๆ อยู่ไหน ในเคสน้องคนแรก ในกระบวนการข้อคำถาม ทำไมมีเฟซบุ๊กไลฟ์ขณะที่น้องป่วยถ่ายรูปแล้วขอรับบริจาค รูปแบบน้องคนที่สองคล้ายกับกรณีแรก คนร้ายทั่วไป เวลาก่อเหตุ เขาจะใช้รูปแบบเดิม เช่นหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ก็ใช้รูปแบบอย่างนั้น”

จะบอกว่าได้รับเงินบริจาคจากลูกคนแรก เขาเลยมาทำกับลูกคนที่สอง เป็นพฤติกรรมเดิมๆ?

ดร.กฤษณพงค์ : “ข้อเท็จจริง ฝ่ายสืบสวนเขาทำอยู่แล้ว ทั้งการเคลื่อนไหวทางการเงิน บัญชี การติดต่อสนทนา จริงๆ ต้องเรียนว่าการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กเราพบทั่วโลก หลากหลายรูปแบบ กรณีรับเป็นบุตรบุญธรรม ในประเทศพัฒนาแล้ว เขาจะมีรูปคณะกรรมการ จะมีการไปตรวจที่บ้านว่าเขามีรายได้เพียงพอมั้ย เมืองไทยเราก็มี มีคณะกรรมการพิจารณาว่าจะรับเป็นลูกบุญธรรมได้มั้ย แต่คำถามว่าแม่จริงๆ ทำไมถึงให้น้องไปอยู่กับผู้ต้องหา ต้องไปสืบสวนต้องสอบสวนอีกครั้ง”

สรุปแล้ว ล่าสุดที่มีการพิสูจน์ ทั้งสองคนถูกสารเคมีเข้าสู่ร่างกายเป็นฤทธิ์กัดกร่อน?

พญ.วนิดา : “อิ่มพิสูจน์ได้โดยนิติวิทยาศาสตร์ แต่ยิ้มไม่ได้เพราะเผาไปแล้ว”

เก็บอะไรมาตรวจไม่ได้แล้ว?

พญ.วนิดา : “ไม่เชิงค่ะ ขออนุญาตอุบไว้ก่อนได้มั้ยคะ มีเรื่องนึงที่ขอฝาก ถ้าพบเหตุเด็กถูกทำร้ายให้แจ้งเลยนะคะ ตอนที่เรารู้เราตั้งใจเลยว่าเราจะไม่ปล่อยมือจากหนูไป จนกว่าหนูจะปลอดภัย”

ขอบคุณรายการ โหนกระแส

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team