ดูหนังออนไลน์
Business

ฟังแนวคิด ‘ทิม พิธา’ เปิดทางฟื้นเศรษฐกิจ สู้ภัย ‘โควิด-19’

เมื่อเร็วๆ นี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงแนวทางหรือนโยบายที่ภาครัฐควรดำเนินการเพื่อหาโอกาสท่ามกลางวิกฤติที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เกิดภาวะถดถอยในระยะยาว  ภายในงาน  Techsauce Virtual Conference 2020

วิกฤติร้ายแรงเทียบเท่ายุค ‘Great Depression’ 

พิธา กล่าวว่า  สถานการณ์ในมิติของเศรษฐกิจทุกวันนี้ สิ่งที่มักจะเห็นกันบ่อย คือ การเปรียบเทียบกับ Great Depression ในปี 2473 ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2 % และเพิ่มไปเป็น 25% ภายใน 4 ปี แต่ปัจจุบันนี้อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.5% และเพิ่มเป็น 18% ใน 4 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าหากเอาคนอเมริกันมายืนเรียงกัน 5 คน จะมี 1 คนที่ไม่มีงานทำ โดยการเกิด Great Depression ในสมัยนั้นจะมีวิกฤติประกอบกัน 3 เหตุการณ์ คือ ฟองสบู่การเงิน สงครามการค้าที่สหรัฐเป็นผู้เริ่ม และภัยแล้ง

แต่ในวิกฤติโควิด-19 นี้ แค่ภายใน 4 สัปดาห์ของเดือนดือนเมษายน 2563  อัตราการว่างงานพุ่งสูงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ถือเป็นวิกฤติที่ร้ายแรง ซึ่งแยกกันไม่ออกแล้วระหว่างวิกฤติทางสาธารณสุข และวิกฤติทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะสหรัฐ ที่มีภาวะผู้นำในระบบเศรษฐกิจโลกตลอดเวลา เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ก็ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกหวั่นไหวไปด้วย

เศรษฐกิจโลกเจอวิกฤติทั้งหมด

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกเผชิญกับภาวะวิกฤติทั้งหมด โดยปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อสูงกว่า 2 ล้านคนแล้ว ซึ่งในแง่ของเศรษฐกิจก็มีความรุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี โดยจีนได้เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกติดลบกว่า 6.8% ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า จะติดลบกว่า 4% เยอรมนีคาดว่าจะติดลบกว่า 1.9% วิกฤติโควิด-19จะส่งผลต่อจีดีพีไทยในระดับเดียวกับวิกฤติต้มยำกุ้ง

สำหรับไทยนั้น เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ก็มักจะนำไปเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เฉพาะฝั่งเอเชีย โดยตอนนั้นมีสถาบันการเงินถูกปิดไปกว่า 50 สถาบัน ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาสำหรับประเทศไทย และอินโดนีเซีย แต่วิกฤติตอนนั้นเป็นของคนรวย ซึ่งจีดีพี ของไทยเมื่อปี 2541 ติดลบกว่า 7.6%

แต่เราก็ใช้เวลาในการแก้ปัญหาไม่นาน จะเห็นได้ว่าในปี 2542 สามารถรีเทิร์นกลับมา เป็นรูปตัว V ตัวแรกในเศรษฐกิจมหภาคของไทย หลังจากนั้นในปี 2552 ก็มาถึงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นวิกฤติการเงินที่จำกัดอยู่ในวงทางฝั่งสหรัฐ แต่ก็ได้มีการมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing :QE) ที่อัดกลับเข้าไป ก็เลยทำให้กลับมาเป็นตัว V ที่สองของไทยได้

ต่อมาก็มาวิกฤติที่สามของไทย คือ น้ำท่วมเมื่อปี 2554 โดยธุรกิจที่ยากลำบากมาก ก็คือกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ที่ทำการผลิตำไม่ได้ก็จะเจอกับปัญหาตรงส่วนของซัพพลายเชนกับต่างประเทศ แต่เราก็ใช้ระยะเวลาไม่นานก็สามารถกระดอนเป็นตัว V กลับมาได้อีกครั้ง

Hockey Stick Economy หรือ Boomerang Economy

เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะติดลบ 5.3% ซึ่งใกล้เคียงกับวิกฤติต้มยำกุ้ง ทางด้านความมั่นใจของผู้บริโภค หรือนักลงทุนต่างก็อยู่ในระดับที่แย่อยู่แล้ว และในปีนี้ยังมาเจอวิกฤติโรคระบาดที่เป็น Global Pandemic ส่งผลกระทบทั่วโลก และทุกกลุ่มอุตสาหกรรมซ้ำเข้าไปอีก

สำหรับการคาดการณ์ของ กนง. เราสามารถถกเถียงกันได้ว่า โอกาสที่จะเป็นแบบนี้เป็นไปได้อย่างไร แล้วปัจจัยที่เราสามารถจะควบคุมได้มีมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้นเราต้องรู้ว่าภายในจีดีพีของเรา มีปัจจัยจากอะไรบ้างที่บอกได้ว่าจะเป็น Boomerang Economy การที่เศรษฐกิจตกต่ำลงไปแล้วสามารถกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เป็นกราฟรูปตัว V หรือว่า Hockey Stick Economy การที่เศรษฐกิจตกต่ำลงไป แล้วฟื้นตัวในระดับต่ำ และซบเซาระยะยาว

โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ไทยต้อง  Lockdown ในระดับเมือง ซึ่งแน่นอนว่า ไม่สามารถที่จะเคลื่อนย้ายของคน การบริการของสินค้าได้ ความรู้สึกของ political economy ตอนนี้คือ anti-globalization มากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของเรา ขึ้นอยู่กับ 2T ได้แก่ Trade และ Tourism โดยส่งออกมูลค่าอยู่ที่ 7.5 ล้านล้านบาท ท่องเที่ยวมูลค่าอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท คาดการณ์เป็นตัวเลขก็อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้าน คิดเป็น 60% ของจีดีพีไทยทั้งหมดที่มีอยู่มูลค่า 17 ล้านล้านบาท

จะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น Domestic economy แต่เป็นการพึ่งพาโลกภายนอก หรือเป็น International economy โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว ถ้าหากไม่แก้ไข 2 ปัจจัยดังกล่าวอย่างตรงเวลา และพอเหมาะ คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นแบบ Hockey Stick

โอกาสของไทยในฐานะ “ครัวโลก” 

เมื่อมีวิกฤติโควิด-19 เกิดขึ้น การค้าขายระหว่างประเทศต้องหยุดชะงักลง โดยเมื่อ 100 วันที่ผ่านมา ตัวเลขลดลงอยู่ที่ 32% และทางสหประชาชาติ (United Nations : UN) องค์การการค้าโลก (World Trade Organization :WTO) หรือ ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) ต่างก็ออกมาบอกว่า 1 ใน 3 ของการค้าขายทั่วโลกจะชะงักลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฟุ่มเฟือยที่เกี่ยวกับ Auto Electronic ต่างก็หยุดชะงักหมด แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่กลับกลายเป็นที่ต้องการของทั่วโลกตอนนี้ คือ อาหาร

ตัวอย่างเช่น กรณีของชาน ชุน ซิง รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ออกมาประกาศว่าสิงคโปร์ ต้อนรับอาหารปลอดภัยจากนิวซีแลนด์ ขอให้ชาวสิงคโปร์วางใจได้ว่า สิงคโปร์จะมีความมั่นคงทางอาหารจากประเทศนี้ เพราะสิงคโปร์ได้พูดคุยกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ไปเมื่อปีที่แล้ว และยังจะพูดคุยกับ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ลาว เมียนมา และอุรุกวัยว่า จะไม่ขึ้นภาษี และทำมาค้าขาย ส่งออกนำเข้ากันอย่างมีมนุษยธรรม แล้วก็ทำทุกทางที่ให้สินค้าที่เข้ามาในกลุ่มประเทศนี้มีความปลอดภัย

จะเห็นได้ว่าตรงนี้ถือเป็น New Normal ทางการค้าระหว่างประเทศ เพราะปกติถ้าเป็นเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องนึกถึงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) NAFTA และข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านี้ ต่างตกลงกันเองถึงการดูแลประชาชน และความมั่นคงทางอาหารของประเทศเขา ผ่านทางการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่า global trade จะหายไป 32% แต่สิ่งที่เป็นปัจจัย 4 มันหยุดไม่ได้ โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร

สิ่งที่น่าสงสัย และตั้งคำถามต่อไปคือ ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ‘ไทยเป็นครัวของโลก’

‘อาหาร’ New Normal ของ Global Trade

พิธา เสนอว่า เป็นโอกาสที่ไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ในการดูแลเกษตรกร แล้วทำให้ Trade ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่หายไปมาก และมีโอกาสที่จะทำให้จีดีพีย้อนกลับมาได้ เพราะช่วงนี้ เป็นวิกฤติ ที่สร้างโอกาสได้ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร ซึ่งภาครัฐจะต้องสนับสนุนให้เกิดการเสริมศักยภาพแรงงาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ มีความเข้าใจในอีคอมเมิร์ซ หรือบางคนอาจจะมีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการ ด้านอุตสาหกรรม ให้กระจายไปอยู่ต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่เมืองใดเมืองหนึ่ง ที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากจนเกินไป

เมื่อมีการกระจายของคน สิ่งที่ตามมาคือ การกระจายโอกาส และต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดิน หนี้สิน ระบบชลประทาน ตามกระดุมห้าเม็ดที่เคยได้อภิปรายไปในสภาฯ

New Nomal ของ Global Trade จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างที่เขาว่ากันว่า เงินทอง คือ มายา ข้าวปลา คือ ของจริง ดังนั้นประเทศไทยมีโอกาสสูงมากจากด้านเกษตรกรรม

มองโอกาสในวิกฤติ สร้างท่องเที่ยวทางเลือกใหม่

แน่นอนว่า ตัวเลขที่กระทบทางด้านการท่องเที่ยวตอนนี้ ผู้คนหยุดเดินทาง คิดเป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด หากคิดเป็นมูลค่าที่หายไปจากระบบอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ และสหประชาชาติก็มองว่า ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุด คือ การท่องเที่ยวจะซึมยาวกว่า 5 ปี เป็น 5 ปีที่จะไม่มีการเติบโต ถ้าเป็นเช่นนี้แนวโน้มเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็จะเป็นแบบ Hockey Stick เช่นกัน เพราะการท่องเที่ยวในไทยก็เป็นส่วนสำคัญของจีดีพี

การที่จะทำให้ระดับของการท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งนั้น ขอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ บิล เกตส์ ได้พูดไว้ถึงการท่องเที่ยวของประเทศกรีซ ที่มีเว็บไซต์ Greecefromhome ซึ่งเป็นการใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวมิติใหม่อย่าง Virtual Tourism ด้วยการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนอย่าง Virtual Reality (VR) , Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) มาใช้

ในเมื่อเราไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาในช่วงที่เกิดโรคระบาดได้ แต่ช่วงที่คนอยู่บ้าน แน่นอนว่าหลายคนก็กำลังคิดว่าเมื่อมีการเปิดประเทศ และโรคระบาดควบคุมได้ ก็ต้องการที่จะท่องเที่ยวพักผ่อนในที่ที่ปลอดภัย รวมถึงมีมาตรฐานทางสาธารณสุขที่พร้อม ดังนั้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 จะมีเทรนด์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภคเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเทรนด์ของการใช้เทคโนโลยี

กระจายรายได้ให้ถึงรากหญ้า 

อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการท่องเที่ยวก็จะต้องเข้าให้ถึงรากหญ้าให้ได้  เพราะเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นโอกาสในวิกฤติ แบบเดียวกับเกษตรกร  ตอนนี้ไทยมีหลายจังหวัดที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงต่อเนื่อง 14 วัน  ในจำนวนนี้ รวมถึงจังหวัดที่นักท่องเที่ยวอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อนเมื่อมาท่องเที่ยวประเทศไทย อย่างเช่น แพร่ สิงห์บุรี ลพบุรี กำแพงเพชร

ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในไทยมักจะกระจุกตัวอยู่แค่หัวเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ  ภูเก็ต พัทยา แต่ในช่วงที่ยังไม่สามารถเปิดเมืองให้สามารถกลับมาเที่ยวได้ เราก็อาจจะไปดูว่ามีเมืองไหนที่ประชาชนไม่กระจุก มีความสงบ  มีจุดขาย มีสนามบินพร้อม และไม่กระทบกับมาตรการ Social Distancing จากทางสาธารณสุข อาจจะมีการกลับมาทบทวนถึงการทำ Destination Planning ใหม่  ให้มีจังหวัดที่เคยเป็น off radar หรือนักท่องเที่ยวไม่เคยคิดถึงมาก่อน แต่เราสามารถโฆษณาได้ว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย มีความสงบ มีความพร้อมทางการแพทย์ ถ้ามาเที่ยวเมืองเหล่านี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะซื้อประกันให้ เป็นต้น

เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะปรับโครงสร้างให้คนรากหญ้าได้มีโอกาส มีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงมาแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้จักจังหวัดเหล่านี้มากขึ้น

ถ้าไทยอยากจะให้เศรษฐกิจเป็นแบบ Boomerang ได้นั้น ต้องรู้ว่าจะโฟกัสที่จุดไหน ถ้ามีเงื่อนไขเหล่านี้ แล้วหลังจากนั้นค่อย ๆ เปราะทีละเล็กน้อย ผ่อนคลายมาตรการทีละจังหวัด ไม่ใช่มองทั้งประเทศในคลี่คลาย แล้วค่อยดำเนินการ ดังนั้นอย่างที่บอกว่าเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ต้องมองกันตั้งแต่มหภาค จุลภาค และเฉพาะหน้าจริง ๆ

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ทิ้งทายไว้ด้วยว่า การกู้เงินเพื่อมาเป็นงบประมาณในช่วงวิกฤติตรงนี้อีก 1.9 ล้านล้านบาท มีโอกาสที่จะประคับประคองเพื่อให้กลุ่มเปราะบาง และคนไทยทุกคนรอดจากวิกฤตินี้ไปได้  แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนเริ่มที่จะตั้งหลักได้  ก็ต้องย้อนกลับมาดูถึงนโยบายที่จะฟื้นเศรษฐกิจไทยให้สามารถกลับมาได้อีกครั้ง

ที่มา : Techsauce

The Bangkok Insight Editorial Team