Finance

พลิกปูม: ทำไม SCB เร่ขาย ‘วินด์ เอนเนอร์ยี’ ให้กัลฟ์ (1)

สารัชถ์ รัตนาวะดี

หลังจาก The Bangkok Insight  เสนอแผนแก้ปัญหาของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH โดยที่ธนาคารเจ้าหนี้อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ได้มีการเจรจาขอให้นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าไปเจรจากับผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ซื้อหุ้น เพื่อแก้ปัญหาที่ วิน เอนเนอร์ยี กำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ฝ่ายบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าหากยังปล่อยให้ วิน เอนเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจไปอย่างที่เป็นอยู่อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของธนาคารได้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้ปล่อยเงินกู้ไปไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า การเจรจาซื้อหุ้นจำเป็นต้องให้ได้ข้อสรุปทั้ง 3 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือเจ้าของหุ้นเดิมที่ใครต่อใคร ยังเชื่อว่าเป็นหุ้นของ นายเก่ง (นพพร ศุภพิพัฒน์) ผู้ก่อตั้งวินด์ เอนเนอร์ยี ถือผ่านบริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จำกัด บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จำกัด และ บริษัทไดนามิค ลิงค์ เวนเจอร์ จำกัด ที่ฮ่องกง อาจจะเป็นลักษณะทางอ้อมอยู่

แต่ทั้ง 3 บริษัทก็ถือหุ้นอยู่ใน วิน เอนเนอร์ยี ตัวเลขอยู่ที่ 59.4% ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงทีเดียว หุ้นส่วนนี้ดูเหมือนจะจบแล้วในหลักการ จากการเจรจาของนายสารัชถ์  กับเจ้าของหุ้นเดิม

ณพ ณรงค์เดช  ภาพจาก www.alepaint.com

 ไทยพาณิชย์ลงมือเองบีบ”ณพ “ขายหุ้น 

ในส่วนของ นายณพ ณรงค์เดช  รองประธานคณะกรรมการวินด์ เอเนอร์ยี่ ดูเหมือนจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้เจรจาเอง

ขณะที่ส่วนของครอบครัว “ณรงค์เดช” คาดว่าจะได้รับการติดต่อจากนายสารัชถ์ เพื่อขอเข้ามาเจรจาในไม่ช้า เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว แต่ในส่วนของครอบครัว“ณรงค์เดช” เชื่อว่าหากได้รับความเป็นธรรมจากราคาซื้อขายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

อย่างไรก็ตาม  การเจรจาซื้อหุ้นวิน เอนเนอร์ยี่ เวลานี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ธนาคารเจ้าหนี้ได้ให้น้ำหนักเต็มที่ที่จะให้ GULF เข้าไปเทคโอเวอร์แน่นอน

“เท่ากับว่าต้องเข้าไปซื้อหุ้นทั้งหมด ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ที่สำคัญเรื่องนี้จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นช่วงเวลานี้จำเป็นต้องเจรจาให้จบกับทุกฝ่าย”

วิน เอนเนอร์ยี่ หุ้นที่ใครๆก็หลงใหล 

หากย้อนกลับไปเมื่อสักประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา ช่วงนั้นเราจะเห็นว่า มีการนำหุ้นวิน เอนเนอร์ยี่ ออกมาขายเรียกว่าได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น ทั้งจากกลุ่มนักธุรกิจ นักเล่นหุ้น รวมถึงนักการเมืองบางกลุ่ม  ล้วนเข้าไปจับจองซื้อหุ้นวิน เอนเนอร์ยี่ กันอย่างคับคั่ง

ในช่วงนั้นดูเหมือนบริษัทได้นำหุ้นออกไปขายแล้วประมาณ 40% ในจำนวนนี้ก็มีขาใหญ่หลายรายที่กำหุ้นตัวนี้เอาไว้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงหุ้นตัวนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ จนถึงวันนี้ เนื่องจากมีปัญหามากโดยเฉพาะการฟ้องร้องต่อกันของกลุ่มผู้ถือหุ้นกันเอง

ส่วนที่เหลืออยู่ร่วมๆ 60%  ณ เวลานั้น เรียกว่าอยู่ในมือของเจ้าของวิน เอนเนอร์ยี่ นั่นคือนายเก่ง นั่นเอง แต่หลังจากมีปัญหาทางคดี ทำให้นายเก่งต้องหนีออกนอกประเทศ ช่วงแรกๆ ก็ดูเหมือนจะฝากหุ้นส่วนนี้ให้นายณพ ช่วยดูแล โดยมีสัญญาใจอะไรบางอย่าง หากสามารถนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้  หากจะให้คาดเดาช่วงนั้นก็อาจจะทำนองช่วยนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ด้วย

ก่อนหน้านี้หลายคนประเมินว่าหากหุ้นตัวนี้สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็สร้างมูลค่าได้มหาศาล มีการคาดเดากันว่าจะเป็นแสนล้านบาทด้วยซ้ำ ในส่วนของผู้ที่เข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ มีตั้งแต่วงเงินซื้อ 1 ล้านบาทกระทั่งถึง300-400 ล้านบาทก็มี

 พลิกเกมจากคนดูแลขอซื้อหุ้นแทน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง การดูแลอย่างเดียวที่ไม่ใช่เจ้าของแท้จริง ก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก จึงทำให้เกิดการเจรจาเพื่อขอซื้อหุ้นจากนายเก่งแทน ช่วงที่มีการตกลงซื้อหุ้นใหม่ รู้สึกมีการแถลงข่าวเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ที่ตึกเคพีเอ็น

รายงานข่าวแจ้งว่า การเข้าซื้อหุ้น วิน เอนเนอร์ยี่ ขณะนั้นทางครอบครัว”ณรงค์เดช”ดูเหมือนยังงงๆอยู่  เพียงแต่ได้รับการชี้แจงว่าจะเป็นธุรกิจที่ดี จะทำให้ธุรกิจของเคพีเอ็นก้าวกระโดดได้ทีเดียว

 คนแดนไกลตกลงขายที่720ล้านดอลลาร์

จากการฝากดูแลหุ้นก็นำไปสู่การเจรจาซื้อหุ้นวิน เอนเนอร์ยี่ จากนายเก่ง การเจรจาซื้อขายตอนนั้นตกลงกันที่ 720 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 23,760 ล้านบาท  ดอลลาร์ตอนนั้นน่าจะอยู่ที่ 33 บาท ได้มีการตกลงจ่ายเงินค่าหุ้น โดยจ่ายงวดแรกก่อนที่ 175 ล้านดอลลาร์ ณ วันนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5,700 ล้านบาท

ตามข้อตกลงซื้อขายที่ 720 ล้านดอลลาร์ แบ่งจ่ายงวดแรก 175 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าเหลือส่วนต่างอีก 545 ล้านดอลลาร์ มีข้อตกลงว่าส่วนที่เหลือจะจ่ายให้หลังจากหุ้นไอพีโอไปแล้ว มีการพูดกันในวงกว้างว่าเงินที่ต้องจ่ายค่าหุ้นงวดแรก 175 ล้านดอลลาร์ มีการออกตั๋วB/E และเงินกู้บางส่วน

 งวดแรกจ่ายไม่ครบเผชิญปัญหาระหว่างทาง

การเจรจาขอซื้อหุ้นแรกเริ่มก็มีข้อตกลงร่วมกันที่ดีมาก แต่ระหว่างทางก็ได้เกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับการจ่ายเงิน ก็เพราะผู้ซื้อมีการจ่ายเงินไม่ครบตามข้อตกลงงวดแรกที่ 175 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่จ่ายไปน่าจะอยู่ที่ราวๆ 90 ล้านดอลลาร์  ตรงนี้มีการเจรจาต่อรองอยู่พักใหญ่ เรียกว่าทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเริ่มจะพูดจากันไม่รู้เรื่อง จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ตามมา

“ขณะเดียวกันยังมีการเจรจาต่อรองขอจ่ายภายหลังด้วยได้ไหมกับส่วนที่เหลือ แต่ดูเหมือนในสัญญา บอกไว้ว่าถ้าหากจ่ายไม่ครบจะมีค่าปรับและจ่ายดอกเบี้ยเกิดขึ้น ตรงนี้ก็มีการเจรจาขอที่จะไม่จ่ายดอกเบี้ย แต่ผู้ขายไม่ยอม เรียกว่าเริ่มคุยกันไม่รู้เรื่องมากขึ้นทุกที เหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนเกิดขึ้นในช่วงปี2015”

จุดเริ่มต้นนำไปสู่คดีความฟ้องร้อง

จากการที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน  เลยนำไปสู่การยื่นฟ้องศาลเมื่อประมาณต้นปี 2016 (อ่านตอนต่อไป)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สะพัด!! บอร์ดรุมซัก 3 ผู้บริหาร SCB ปล่อยสินเชื่อ

สะพัด!! ดึงกัลฟ์ ‘เทคโอเวอร์’ วินด์ เอนเนอร์ยี

‘วินด์ฯ’ แจงไม่เกี่ยวศึก ‘ณรงค์เดช’ ชี้เรื่องส่วนตัว

‘KPN’ยื่นฟ้องอีสเทิร์นฯพร้อมพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกง

ศาลฮ่องกงสั่งห้าม ‘โกลเด้น มิวสิค ‘โอนหุ้น ‘วินด์ เอนเนอร์ยี่’

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight