COLUMNISTS

‘ลุงตู่’ เอายังไง? ‘ธรรมนัส’ ได้ไปต่อหรือหยุดแค่นี้!!

CHALAO KANCHANA
4,276

วันนี้คงไม่มีเรื่องอะไรใหญ่โต อื้อฉาวได้ขนาดนี้ ที่เกิดจากน้ำมือของคนฉวยโอกาส ทุจริต บนความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ จากเหตุการณ์แพร่ระบาดของ “เชื้อไวรัสโควิด-19” ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 1 แสนคน มียอดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หน้ากากอนามัย  จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญของผู้คน หลายประเทศ รัฐบาลต้องใส่ใจและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว ในการจัดหา หน้ากากอนามัย ให้กับประชาชนเพื่อใส่ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้

บ้านเราก็ดูเหมือนรัฐบาลจะพยายามระดับหนึ่ง ที่จะทำให้หน้ากากอนามัยมีเพียงพอต่อความต้องการ นี่คือ ความตั้งใจ แต่ใน ความเป็นจริง กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างหนัก เพราะหาซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้เลย อย่าคิดว่าจะได้ “ของฟรี” อย่างประเทศอื่น เพราะในความเป็นจริง มันขาดแคลนไปทุกจุด โดยเฉพาะสถานพยาบาลซึ่งถือว่ามีสำคัญมาก กลับมีไม่เพียงพอ บางแห่งไม่มีเลย ขณะที่ร้านขายยา และร้านสะดวกซื้อ อย่าไปหวังหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

แต่เหตุไฉนทำไมวันนี้ถึงมีคนเห็นแก่ตัว บนความเดือดร้อนของผู้คน  ทำไมจึงยังเกิดเหตุการณ์ คนสนิทผู้ติดตามรัฐมนตรีท่านหนึ่ง กักตุนหน้ากากอนามัยจำนวน 200 ล้านชิ้น เพื่อขายต่อให้กับนายทุนจีนและผู้อื่น ตามที่เพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้ออกมาเปิดโปง สร้างความสนใจให้กับผู้คนไปทั้งบ้านทั้งเมือง 

ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องทำหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชน พร้อมอธิบายว่า ผู้กักตุนและขายหน้ากากอนามัย คือ ศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าพเจ้า ส่วน พิตตินันท์ รักเอียด ยอมรับเป็นคณะทำงาน  ยืนยันไปพบกับ ศรสุวีร์ ตามคำแนะนำของเพื่อน เพื่อพูดคุยเรื่องหน้ากากอนามัยจริง  ได้ไปพบกันที่โรงแรมแมริออท (ประตูน้ำ) กทม. แต่ไม่ได้มีการซื้อขายหน้ากากอนามัย และไม่เคยรู้จักกันกับ ศรสุวีร์มาก่อน เป็นการพบกันครั้งแรก นี่คือคำอธิบายของร.อ.ธรรมนัส

เมื่อถูกถามถึงคนสนิทที่เกี่ยวข้องกับ การกักตุนหน้ากากอนามัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บอกว่า ผมเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ถ้าวันหนึ่งประชาชนไม่เอาเราแล้ว เราไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมืองแล้ว ไม่ต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผมยินดีจะไปทันที เพราะผมไม่ได้มีอาชีพเป็นนักการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่จบ และดูเหมือนจะเป็นประเด็นใหญ่ในรัฐบาลเลยทีเดียว จึงเกิดกระแสกดดันอย่างหนักไปที่ “บิ๊กตู่” กับการตัดสินใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะมันได้สร้างความเสียหายให้กับรัฐบาลไปแล้ว ประชาชนปักใจเชื่อแล้วว่ามีการกักตุนหน้ากากอนามัยจริง ส่วนใครจะเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

กระแสความไม่พอใจลุกลามไปยังกลุ่มผู้คนที่ อาสาเชียร์ลุงตู่ หลายกลุ่มเกิดความไม่พอใจ โพสต์ข้อความผ่านโลกออนไลน์ ถอดใจบ้าง เสนอให้ปรับครม.เอาคนโง่และชั่วออกไป เรียกว่ากระแสในโซเซียล ตีกลับอย่างแรงสำหรับ ‘กลุ่มเชียร์มาเป็นกลุ่มเริ่มไม่เชียร์’ 

เท่านี้ยังไม่พอพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาเคลื่อนไหวในไลน์กลุ่มของพรรค เรียกร้องให้ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะมีคนใกล้ชิดรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกักตุนหน้ากากอนามัย ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดพันธกิจผิดสัญญาในเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์

เฉกเช่นเดียวกับคนในพรรคพลังประชารัฐ อย่าง สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ที่กล้าออกหน้าเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลาออกจากรัฐมนตรี  เพราะมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสงสัย และเคลือบแคลงให้กับประชาชน ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ขณะที่ พิตตินันท์ รักเอียด ควรลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย

ถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระฉ่อนในโลกออนไลน์อย่างนี้ ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน ที่ต้องฝ่าพายุเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้มีอำนาจในรัฐบาลอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ หรือคิดว่านิ่งๆเดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นใครผิดใครถูก ใครเกี่ยวข้อง ใครสมคบ หากินบนความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งประเทศ จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น อย่าปล่อยให้อำนาจมืดครอบงำการบริหารประเทศ เนื้อไหนร้ายตัดได้ตัด เป็นเรื่องใหญ่ทุจริตกันเห็นๆ หาก ผู้มีอำนาจไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องพูด

วันนี้สิ่งที่ผู้นำต้องทำคือจัดการกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทันที เพื่อแสดงภาวะผูนำให้เห็นถึงความเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นความศรัทธาของประชาชน ต่อผู้นำและรัฐบาลก็จะเลือนหายไปทันที สุดท้ายกลายเป็นกองไฟที่สุมใส่รัฐบาลในที่สุด

ภาพปก: จากเฟสบุ๊ก ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

Add Friend Follow