Politics

‘ชูวิทย์’ ส่ง ‘ข้อความสุดท้าย’ ถึง ‘ธนาธร’ อย่าไว้ใจใครในสภา

วันนี้ (2 มี.ค.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ บอกให้เรียนรู้จากประสบการณ์ ต่อไปอย่าไว้ใจใครในสภา และว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ฝันว่า โดยระบุว่า

ข้อความสุดท้าย ถึง…ธนาธร

ภารกิจสุดท้ายของคุณ คือ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” เสียดายที่คุณไปไม่ถึงสุดทางดั่งที่ตั้งใจไว้

ขอให้กำลังใจคุณ ให้เรียนรู้ประสบการณ์การเมืองที่แท้จริงในสภาว่า “อย่าไว้ใจใคร” แม้แต่มิตรการเมืองที่พร้อมหักหลังคุณได้ทุกเมื่อ

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา การเมืองในสภาคงได้สอนให้คุณเรียนรู้ และมีความฉลาดขึ้น ให้ตระหนักว่า “ไม่ใช่แค่ต้องอยู่ให้เป็นเท่านั้น แต่ยังต้องเย็นให้พอ และต้องอดทนรอให้ได้”

ไม่มีทางลัดในการเมืองฉบับประชาธิปไตยของไทย

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณใฝ่ฝัน

วันนี้เสียดายว่าความฝัน ความทะเยอทะยานของคุณ ได้สิ้นสุดไปอย่างง่ายดาย และรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะ ความที่ยังไม่ประสีประสาการเมืองมากพอ และก้าวเดินเร็วเกินไป จนสะดุดล้ม ทำให้คุณพลาดไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง ต้องหยุดพักแรงความปรารถนาทางการเมืองไปอย่างน้อย 10 ปี

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ว ไม่ได้มีใครไปหยุดฝันของคุณ แต่เป็นเพราะตัวคุณเองแท้ๆ ที่ไม่ย้อนศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้ดีเสียก่อน

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าคุณเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

การที่คุณขออาสาต่อสู้นอกสภา ทำหน้าที่รณรงค์ทางความคิด และการเคลื่อนไหวของสังคมนอกสภา ต่อต้านระบอบเผด็จการร่วมกับประชาชนให้ถึงที่สุด นับเป็นสิ่งที่ดี

แต่ปัญหาคือ “เมื่อคุณพลาดเกมการเมืองไปแล้ว อะไรทำให้คุณมั่นใจว่า ประชาชนยังเชื่อใจให้คุณไปขับเคลื่อนนอกสภาอีก?”

ขนาดบรรดา อดีต ส.ส. สมาชิกพรรคที่คุณปั้นขึ้นมาเองกับมือแท้ๆ ให้โอกาสพวกเขา จากคนธรรมดามาเป็น ส.ส. ในสภาอันทรงเกียรติ ยังหักหลังทรยศคุณได้ลงคอ ด้วยระยะเวลาเพียงไม่ถึง 6 เดือน

ในฐานะประชาชน ที่เคยเลือก “พรรคอนาคตใหม่” ต้องการให้พวกคุณเข้าไปต่อสู้กับเผด็จการสืบทอดอำนาจ การณ์กลับเป็นว่า ส.ส. ของคุณ ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรัฐบาล เป็นค้ำยันนั่งร้านให้กับการสืบทอดอำนาจอย่างหน้าด้านที่สุด และชัดเจนที่สุดของวงการเมืองไทย

ผมต้องการเห็นคนที่กล้าสู้ หัวก้าวหน้า กล้าหาญ และเท่าทันเกมสถานการณ์ในสภาอย่างที่คุณว่า แต่มวลสมาชิกของคุณไม่พร้อมเป็นอย่างยิ่ง เพราะความละอ่อนประสบการณ์การเมืองในสภา ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ เมื่อ เป็น ส.ส. ครั้งแรก จึงทนความเย้ายวนของกิเลสการเมืองไม่ไหว

แล้วคุณจะเอาหลักประกันอะไร ให้พวกผมไปเชื่อคุณอีกเล่า!

ผมเห็นมามากกับพวกที่ดีแต่ปาก แล้วปล่อยมวลหมู่สมาชิกไปเสวยสุขกับรัฐบาลเผด็จการ หักหลังประชาชน แล้วยังอ้างเอาบุญคุณมาบังหน้า ประชาชนย่อมรู้ว่าหมายถึงพรรคใด

โดยเฉพาะช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ยิ่งต้องอาศัยคนที่มีชั้นเชิงการเมืองที่เชี่ยวกราก และจังหวะที่ดี ในการล้มรัฐบาลชุดสืบทอดอำนาจต่อยอดบริหาร

แล้วไฉนคุณถึงกล้ามาเสนอหน้าต่อสู้เคลื่อนไหวนอกสภาร่วมกับนักศึกษา และประชาชน?

ผมว่าคุณฝันไกลเกินไป เพราะกระแสการเมือง มันมีมาแล้วไปเสมอ ไม่มีใครเป็น “ฮีโร่” ได้ตลอดกาล

ซ้ำคุณยังฝันให้มวลสมาชิกที่เหลืออยู่ในสภาต่อสู้ เพื่อหวังการเป็นรัฐบาล และได้ใช้อำนาจที่ดี ที่พี่น้องให้มา เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย

ในเมื่อแม้แต่ตอนคุณเป็นฝ่ายค้านยังทำอะไรให้ดีไม่ได้ในสภา ซ้ำยังถูกพรรคการเมืองเก๋าเกมตีกินบรรดา ส.ส. ของคุณด้วยเงิน ทรยศอุดมการณ์ หันหลังให้กับประชาชนที่ลงคะแนนให้โอกาสพรรคคุณ แถมมิตรร่วมอุดมการณ์กับคุณ ยังแย่งซีน แย่งเวลาอภิปราย จนไม่เหลือให้สมาชิกอ่อนหัดของคุณ ได้แม้แต่เผยอปากวาดลวดลายอย่างที่ว่าไว้

เชื่อได้หรือว่า บรรดาส.ส. ที่เหลือของคุณจะสามารถล้มเผด็จการ และจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่โกงกิน ไม่คอรัปชั่น ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่คุณฝันไว้ พูดไว้ได้ อย่างกับบทกลอนการเมืองที่กล่อมเกลาเจิดจรัสในยุค “แสวงหาความฝัน”

ถามจริงๆ วันนี้คุณยังเหลือความมั่นใจไปบอกประชาชนอีกหรือ?

ไม่ใช่ประชาชนอย่างผมไม่อยากให้โอกาสคุณ แต่ให้ไปแล้ว และผิดหวัง

ผมในฐานะนักการเมืองเก่ารุ่นพี่ ไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง จากประสบการณ์ที่ผ่าน เห็นการเมืองมาตั้งแต่ 6 ตุลา ที่บางคนยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ จนถึงวันนี้ยังติดตามการเมืองอยู่ ขอบอกคุณได้เลยว่า

นักการเมืองที่ไม่มีความสามารถล้มรัฐบาลในสภา แล้วอาศัยการเมืองนอกสภา แอบอิงพิงหลังพลังบริสุทธิ์อย่างประชาชน เรียกร้องทำตัวเป็น “ฮีโร่” เป็นเรื่องน่าอับอายที่สุด

เพราะเมื่อกาลเวลาผ่านไป ฮีโร่เหล่านั้น มักกลับกลายจากการถูกชื่นชม มาเป็นความน่าขยะแขยงสมเพชของสังคม

แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรายังสู้ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรถึงต้องไปยุเด็กให้ไปต่อยกับผู้ใหญ่แทน

หากถึงเวลา ทนไม่ไหวจริงๆ นักศึกษา และประชาชนเหล่านั้น ต้องเลือกทางเดินเอง พร้อมแลกกับความสูญเสีย เพราะไม่มีการต่อสู้กับเผด็จการครั้งใดจะง่าย และไม่มีการเสียสละ

การปล่อยให้พลังบริสุทธิ์อย่างนักศึกษาต่อสู้ จึงต้องยอมรับผลเสียที่ตามมา เพราะทุกคนอยู่ในวัยหนุ่มสาวที่สร้างฝัน ยังไม่เคยออกไปเผชิญกับความจริงในโลกภายนอกที่โหดร้าย และไม่ยุติธรรมด้วยตาตัวเอง

หยุดการยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ปลุกระดม ลดความอยากเด่นอยากดังของคุณ แล้วให้พวกเขาเรียนรู้หน้าถัดไปของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในการต่อสู้กับเผด็จการด้วยตัวเองเสียดีกว่า

ไม่อย่างนั้น สิ่งที่จะเลียนแบบเอาอย่างคุณได้ ตอนนี้ก็ได้แต่ตะโกนผ่านไมค์ ปลุกเร้าว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

ถ้ามันง่ายอย่างนั้น ประเทศไทยคงไม่มีรัฐประหารมาถึง 13 ครั้งอย่างนี้หรอกครับ

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team