ดูหนังออนไลน์
The Bangkok Insight

เมืองผวา ! เหตุ ‘ปู่ย่า’ ประชาชนวิตกหนัก หวั่นติดเชื้อ COVID-19 บานปลาย

เมืองผวา เหตุ “ปู่ย่า”  หวั่นญาติพี่น้องปู่ย่า-ผู้ร่วมเที่ยวบิน พาติดเชื้อ COVID-19  ด้านหน่วยงานราชการ-เอกชน ตระหนก วางมาตรการเข้ม ห้ามผู้เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงขึ้นอาคาร พร้อมยกเลิกแถลงข่าวทั้งกรุงเทพ-ต่างจังหวัด

หลังพบกรณีปู่ย่าหลาน ติดเชื้อไวรัส COVID-19 รวมกันถึง 3 คน เหตุไม่มีการแจ้งประวัติการเดินทางกลับจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นทันที และใช้ชีวิตตามปกติก่อนเกิดอาการ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบี.แคร์ เมคดคอลเซ็นเตอร์  เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และทำให้มีผู้สัมผัสใกล้ชิด ทั้ง 3 บุคคลจำนวนมาก

สร้างความหวาดผวาให้คนวงการต่างๆ ที่เดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกับปู่ย่า หรือ XJ 621 Airasia เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ดอนเมือง ทั้งสถานทีทำงาน โรงเรียน เส้นทางผ่านต่างๆ รวมถึงผู้ใกล้ชิดบุคคลในครอบครัว “ปู่ย่า” ลุกลามไปถึงการหวาดผวาผู้ที่เดินทางกลับจากญี่ปุ่นในเที่ยวบินนี้ และญาติพี่น้องของผู้เดินทางด้วย

 

ล่าสุดศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B กำลังวิตกหนัก เหตุมีการแจ้งเตือนต่อกันในกลุ่มไลน์ ว่ามีข้าราชการที่ทำงานศาลปกครอง เป็นญาติพี่น้อง “ปู่ย่า” และผู้เดินทางในเที่ยวบินร่วมกับ “ปู่ย่า” และต่างพากันขอลางาน เพราะกังวลหนัก

และวานนี้ บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ได้ออกประกาศเป็นทางการ ขอความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ดังนี้

1.ขอความร่วมมือให้ประชาสัมพันธ์ งดการเดินทางไปในพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของโรค ได้แก่
1.1 สาธารณรัฐประชาชนจีน
1.2 สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
1.3 สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
1.4 เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
1.5 เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
1.6 ญี่ปุ่น
1.7 สาธารณรัฐสิงคโปร์
1.8 ประเทศอื่นๆ ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่กลุ่มเสี่ยง

2.ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง ที่เดินทางกลับจากพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของโรค ตามข้อ 1. ขอให้ปฏิบัติงานที่บ้าน เป็นเวลา 14 วัน นับถัดจากวันที่เดินทางเข้าประเทศไทย หลังจากนั้น หากสุขภาพปกติ ไม่มีอาการไข้ ไอ จาม ให้มาปฏิบัติงานตามปกติได้

3.ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง ที่เดินทางกลับจากพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของโรค ตามข้อ 1. ในระยะเวลา 14 วัน หลังจากเดินทางเข้าประเทศไทย หากมีไข้ร่วมกับอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบตรวจรักษาที่โรงพยาบาลที่สะดวกทันที และแจ้งให้ ธพส. ทราบเพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง และดำเนินการตามมาตรการการควบคุมต่อไป

4.หากพบว่า ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง ในสังกัดหน่วยงานของท่าน ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ขอให้แจ้ง ธพส. และขอให้ข้าราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างนั้น งดเข้ามาในบริเวณพื้นที่ทำงาน เพื่อ ธพส. จะดำเนินการ Big Cleaning และอบโอนโซน ให้ต่อไป

5.ขอให้ปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) อย่างเคร่งครัด ดังนี้

5.1 หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด
5.2 เมื่อไอ จาม หรืออยู่ในที่ชุมชน ให้สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี
5.3 อยู่ห่างจากผู้ป่วยที่ไอและจาม
5.4 รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ
5.5 ไม่นำมือมาสัมผัส ตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น
5.6 หากมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจ เหนื่อยหอบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจดูอาการและหาแนวทางรักษาโรคตามอาการ

ขณะเดียวกันการหวาดผวาดังกล่าวจากเหตุ “ปู่ย่า” วานนี้ ( 26 ก.พ.) ได้ลุกลามไปยังการป้องกันการสัมผัสใกล้ชิด ผู้ที่เดินทางกลับจากญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าวทุกรายด้วย แม้การแถลงข่าว ของบางบริษัท ก็ออกมาตรการไม่ให้มีการจ่อไมโครโฟน แต่ให้วางบนโต๊ะที่จัดไว้แทน เพื่อลดการสัมผัส ลดความเสี่ยง หลังทราบว่ามีผู้สื่อข่าวเพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ในช่วงเวลาเดียวกับ “ปู่ย่า” แม้จะคนละเที่ยวบิน คนละเมือง และคนละเวลาก็ตาม

นอกจากนี้ในส่วนของหน่วยงานและบริษัทในกิจการพลังงาน อย่างกลุ่มปตท.ยังออกมาตรการเข้ม ให้พนักงานงด การเดินทางไปประเทศเสี่ยง รวมถึงไม่ให้ผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงเข้าพบปะหารือทางธุรกิจ แต่ให้ใช้การพูดคุยด้วยวิธีอื่นแทน เช่น โทรศัพท์ โดยไม่มีการอนุญาตให้ผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงทั้งหมดขึ้นอาคาร

รวมถึงต่างยกเลิกงานแถลงข่าวทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดทั้งหมด จนถึงเดือนมีนาคม 2563 ตามมาตรการ “งด ยกเลิก เลื่อน การจัดกิจกรรมที่มีคนร่วมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยง ในการติดเชื้อ และแพร่กระจายเชื้อ” หลังจากเหตุ “ปู่ย่า” กำลังลุกลามไปต่างจังหวัดด้วย เช่น ระยอง เพราะมีข่าวสะพัดและบอกต่อๆ กันว่ามีผู้โดยสารเดินทางเที่ยวบินเดียวกับ “ปู่ย่า”

SARANYA THONGTHAB