ดูหนังออนไลน์
General

เปิด 8 สเต็ปตรวจ ‘ไวรัสโควิด-19’ แบบไม่เสียเงิน พร้อมส่องค่าตรวจ 8 รพ.ดัง

เปิด 8 สเต็ปตรวจไวรัส “ไวรัสโควิด-19” แบบไม่เสียเงิน พร้อมส่องค่าตรวจ 8 โรงพยาบาลดัง ด้านแพทย์เปิด 4 เกณฑ์ป่วยต้องตรวจ วอนแจ้งความจริง อย่าปกปิด

จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก โดยตัวเลขล่าสุดวานนี้ (26 ก.พ.) มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2,758 ราย ขณะที่การแพร่ระบาดล่าสุดในประเทศไทยมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 40 ราย โดยจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ 3 รายใหม่นั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน

รายที่ 1 เป็นชายไทยอายุ 65 ปี เดินทางไปท่องเที่ยวเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น หลังจากกลับมามีอาการเป็นไข้ ไอ จากนั้น 3 วันไปหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2 แห่ง ให้ผลเป็นบวก ยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 จึงส่งตัวไปรักษา ที่ รพ.ทรวงอก ผู้ป่วยรายนี้มีอาการปอดอักเสบ เนื่องจากทิ้งอาการไว้ถึง 3 วันก่อนที่จะไปพบหมอ

รายที่ 2 เป็นภรรยาของผู้ป่วยรายที่ 1 เดินทางไปเมืองฮอกไกโด กลับมามีอาการเช่นกัน มีอาการไอ มีไข้ ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร อาการไม่หนัก

รายที่ 3 เป็นชายไทย อายุ 8 ปี เป็นหลานของผู้ป่วยรายที่ 1 ไม่ได้ไปต่างประเทศด้วย แต่อยู่ใกล้ชิดคุณปู่ มีอาการเช่นกัน แต่น้อย รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่า จะมีการปรับเกณฑ์เพิ่มเติมโดยพยายามให้คนไข้ที่มีโอกาสป่วยเข้ามาในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันเกณฑ์จะครอบคลุมผู้ที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หอบเหนื่อย

1. มีประวัติเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงโรคระบาด
2. ทำงานสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
3. มีอาการปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ
4. ก็ยังมีการเพิ่มในส่วนของคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเดินทางไปประเทศที่เสี่ยงด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำให้คนไทยที่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังดังกล่าวเข้ารับการตรวจซึ่งจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 และแจ้งประวัติกับเจ้าหน้าที่ตามความเป็นจริง อย่าปกปิด เพราะถ้าแจ้งความจริง เจ้าหน้าที่จะจัดการเรื่องต่างๆ ได้

ภาพจากเฟซบุ๊ก “Plernpin Jintakan”

ด้านผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Plernpin Jintakan” ได้เล่าประสบการณ์การเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อ “ไวรัสโควิด-19” โดยระบุว่า เนื่องจากเราได้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมาช่วงวันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่สาธารณสุขประกาศว่า ญี่ปุ่นอยู่ระดับ 3 ถ้าไม่จำเป็นไม่ให้เดินทางไปเที่ยว แต่ตอนนั้นเราอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว ทำไรไม่ได้ แต่ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เราก็ล้างมือแล้วปิดแมส ระวังการหยิบจับ พกแอลกอฮอล์ หลังจบทริป ตอนที่ลงจากเครื่องมา ไม่ได้มีไข้อะไร ก็เลยผ่านมาได้ปกติ เราทำใจไว้แล้วว่ากลับมาแล้วต้องรับผิดชอบต่อสังคม เราทำใจถึงกระทั่งว่า กลับมาที่ไทยต้องมีคนรังเกียจ และพูดจาไม่ดีใส่ ซึ่งเราโอเค ใจเขาใจเรา เราก็เข้าใจคนอื่นว่าเค้ารู้สึกไง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์เริ่มมีอาการเป็นไข้ (ไข้ 37.5 ก็นิ่งนอนใจไม่ได้) ปวดเมื่อยตามร่างกายนิดหน่อย แต่ไม่มีอาการจาม ไม่มีน้ำมูก ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่ได้เจ็บคอรุนแรง ไม่นิ่งนอนใจรีบมาพบแพทย์ ตามที่สาธารณสุขที่แจ้ง เพื่อ Save ตัวเองและคนรอบข้าง สิทธิ์ประกันสังคมอยู่ที่ #โรงพยาบาลแพทย์รังสิต พอมาถึงพยาบาลพาไปที่ห้องแยก เป็นห้องคัดกรองเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังโคโรนา ปิดโซนเพื่อไม่ให้มีผู้ป่วยประเภทอื่นเข้ามา ให้เครดิตคุณหมอและพยาบาล ที่ปฏิบัติตัวกับเราอย่างไม่รังเกียจและเต็มที่มาก

STEP 1 : 8.30 – 10.00 น. ตรวจเบื้องต้น ตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด ตรวจจมูกแบบไข้หวัดใหญ่ (ไม้ยาวแหย่ลงจมูก) เนื่องจากเรามี ประวัติการเดินทางไปที่ประเทศที่มีภาวะเสี่ยง

STEP 2 : 11.00 น. เข้าพบคุณหมอ คุณหมอ และพยาบาล มาในชุดป้องกัน ร่างกาย ตา จมูก เพราะเราถือว่าเป็นผู้เข้าข่ายต้องเฝ้าระวัง แล้วก็มีการซักประวัติ ว่าเรามีพฤติกรรมตอนไปเที่ยวต่างประเทศอย่างไร แล้วก็มีการเก็บตัวอย่าง การตรวจจมูกแบบไข้หวัดใหญ่ (ไม้ยาวแหย่จมูก) + ตรวจคอ (ไม้ยาวแหย่ลงคอ) ค่อนข้างอึดอัดทรมานอยู่แป๊บนึง

STEP 3 : 12.00 น. พยาบาลมาแจ้งว่า เราได้ขึ้นทะเบียนกับสาธารณสุขว่าเป็นผู้ป่วยต้องเฝ้าระวัง ต้องทำการกักตัวและดูอาการ ที่ห้องปลอดเชื้อ ICU ณ ตอนนั้นตกใจมาก เราเป็นหนักหรอ? ทำไมต้องให้เข้าไปอยู่ห้อง ICU ด้วย มีคำถามวนอยู่ในใจมากมาย พอเซ็นเอกสารยืนยันเข้ารับการรักษา ก็รอเข้าไปที่ห้อง ICU …

แบบไหนถึงใช้สิทธิประกันสังคมครอบคลุม มีอาการไอ จาม มีน้ำมูก เป็นไข้ เหนื่อยหอบ + ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ในประเทศที่เสี่ยงติดเชื้อจริง อันนี้ประกันสังคมครอบคลุม ไม่มีค่าใช้จ่าย …..แต่ถ้าไม่มีอาการที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเป็น แม้ว่าจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศจริง หรืออยากตรวจเองเพื่อความสบายใจ อันนี้ประกันสังคมไม่ครอบคลุมนะคะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ค่าตรวจโคโรนา 7000-8000บาท ยังไม่รวมค่าห้องที่ต้องนอนรอผล (ราคาขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลด้วย)

ภาพจากเฟซบุ๊ก “Plernpin Jintakan”

STEP 4 : 13.00 น. เข้ามาที่ห้อง ICU ห้องปลอดเชื้อ เป็นห้องเดี่ยวๆ ที่ไม่มีอากาศภายนอกเข้ามาได้ ไม่มีทีวี มีแต่เครื่องตรวจวัดตามร่างกาย 5 จุด เครื่องให้ออกซิเจน และเครื่องวัดความดัน ที่จะวัดทุกๆ 1 ชั่วโมง รายงานผลจอมอนิเตอร์ แล้วจะมีการวัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง แล้วต้องใส่ออกซิเจนเพิ่มเติม เพราะว่าร่างกายมีออกซิเจนต่ำ บรรยากาศคลองค่อนข้างเงียบและอึมครึม ไม่ได้มีคนเดินผ่านให้เห็นบ่อยๆ ไม่ได้มีอะไรให้มองนอกจากนาฬิกา เวลาผ่านไปช้ามาก มันตึงเครียด กลัวไปหมด แล้วคือห้ามลงจากเตียง เจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาในห้องทุกครั้ง ไม่ว่าเราจะปวดฉี่ หรือต้องการอะไร จะต้องสวมชุดป้องกัน ใส่หมวก ใส่แมส ใส่แว่นตา กว่าจะได้เข้ามา ค่อนข้างลำบาก แล้วเราก็เกรงใจ ในใจตอนนั้น คือ ตกใจ งง แบบดูจริงจังไปหมด ดูอะไรก็ลำบากไปหมด แต่ก็เข้าใจนะ แล้วก็รู้สึกดีที่มีการป้องกัน และเซฟเจ้าหน้าที่และเรามากขณะนี้

STEP 5 : 17.00 น. คุณหมอเข้ามาตรวจ ขออนุญาตเอ่ยชื่อ (นพ. ณวร) เพราะคุณหมอน่ารักมากๆ คุณหมอได้เข้ามาตรวจปอด ตรวจคอ ตรวจออกซิเจนในร่างกาย แล้วพูดคุยกับเรา รวมถึงอธิบายให้ฟัง ว่าผลตรวจที่กำลังจะออกเป็นผลที่แน่ชัด มีการตรวจลึกถึงรหัสพันธุกรรม ถ้าเกิดไม่มีเชื้อก็สามารถกลับบ้านได้ แต่ถ้ามีเชื้อก็ต้องทำการรักษาอย่างเร่งด่วนเลย โชคดีที่คุณได้มาอยู่ในห้องนี้ หมอไม่รู้ว่าในจังหวัดเรามีห้องแบบนี้กี่ที่ แต่คงมีไม่มาก อยากให้คุณมั่นใจว่าห้องที่คุณอยู่เป็นห้องที่ดีและปลอดเชื้อ หมอเข้าใจว่าห้องนี้มันเป็นห้องที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน หมอจะพยายามให้คุณรีบออกไปให้ได้มากที่สุดนะ เพราะหมอต้องสำรองห้องเอาไว้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเคสหนักด้วย …. พอคุณหมอเข้าไปที่ห้องเปลี่ยนชุด เราก็ได้มองเห็นว่าคุณหมอเขาทำการเทรนพยาบาลอีกครั้ง เพื่อให้รัดกุม ว่าต้องปฏิบัติตัวกับเราแบบไหน ใส่ชุดยังไง ป้องกันกี่ชั้น ❤ รักคุณหมอตรงนี้ ที่ใส่ใจ

ความรู้สึกหลังจากที่คุณหมอเข้ามา เราก็เผื่อใจไว้แล้ว 50/50 ภาพในหัวทุกอย่างลอยมาหมดเลย ภาพหน้าคนที่เรารัก และหลายๆอย่าง แต่เราเชื่อมั่นในกระบวนการสาธารณสุขของประเทศไทย เพราะว่าเราได้มาสัมผัสจริงๆ มาทั้งหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ แล้วก็ระบบการตรวจที่รัดกุม ดีมาก ต่อให้เราเป็น เราก็มั่นใจว่าเราจะหายเพราะว่ามีคนที่รักษาหาย

STEP 6 : 01.00 น. ผลตรวจเลือดออกมาแล้ว แต่ตอนนั้นเราหลับอยู่ พยาบาลไม่ได้ปลุก แต่ก็ไม่ได้หลับสนิท ( ไม่เคยหลับสนิทเลย ไม่ใช่เพราะเครียดนะ 555 แต่เป็นเพราะว่า ความดันมันวัดทุกๆชั่วโมง มันจะบีบแขนเราทุกชั่วโมง )

ภาพจากเฟซบุ๊ก “Plernpin Jintakan”

STEP 7 : 05.30 น. พยาบาลมาแจ้งผลตอนเช้า ผลตรวจออกมาว่า ไม่มีเชื้อโคโรน่า เป็นแค่ไข้ธรรมดา คุณพระ!!! เหมือนถูกหวยยังไงยังงั้น ยกภูเขาเอเวเรสออกจากอก แถมพยาบาลเล่าว่า คุณหมอโทรเข้ามาที่โรงพยาบาล ตอนกลับบ้านไปแล้ว เพื่อติดตามฟังผลเราอยู่ตลอด พยาบาลเอาใบผลมาให้เราดูเพื่อความสบายใจ และพยาบาลก็มาแจ้งให้เราย้ายไปห้องปกติ เพื่อรอพบคุณหมอช่วงเช้า ที่สำคัญคือ พยาบาลเข้ามาอาบน้ำเช็ดตัวให้บนเตียง เราก็บอกว่าเราอาบเองได้นะ เราเกรงใจแล้วเราก็เขินด้วย พยาบาลขำ แล้วบอกไม่เป็นไรค่ะยังลงจากเตียงไม่ได้นะ เดี๋ยวทำให้หมดเลยค่ะ ไม่เป็นไรเลย ❤ให้หัวใจพยาบาลอีกดวง

STEP 8 : 07.00 น. พยาบาลมาตรวจคลื่นหัวใจ แล้วสแกนปอดอีกครั้ง (แม้ผลจะออกมาแล้ว ก็ยังตรวจนุ้นนี่นั่นให้ต่อ)

สุดท้ายหมอให้กลับบ้านได้ แจ้งว่าร่างกายปลอดภัยจากไวรัส 100% แต่ถ้าหากมีไข้ในระยะนี้ให้กลับมาโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อเช็คเชื้อไวรัสอีกรอบ เพราะอาจจะมีเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะติดก็ได้แม้ว่าจะน้อยมาก ฉะนั้นให้กักตัวเองต่ออีกจนครบ 14 วันแล้วกลับมาพบแพทย์ตามนัดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก เป็นไข้ เหนื่อยหอบ เพิ่งกลับจากประเทศเสี่ยงสามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการตรวจวินิจฉัยว่าติดเชื้อ “ไวรัสโควิด-19” ได้ แต่หากไม่มีอาการสุ่มเสี่ยงข้างต้น The Bangkok Insight ได้รวบรวมค่าตรวจ 8 โรงพยาบาลดังไว้ที่นี่แล้ว

ขอบคุณเฟซบุ๊ก “Plernpin Jintakan”

The Bangkok Insight Editorial Team