Business

‘เอสซี แอสเสท’ ปรับพอร์ตเน้นยืดหยุ่น ฝ่าวิกฤตอสังหา ‘ซึมเศร้า’

เอสซี แอสเสท ชี้อสังหาฯปีนี้ เป็นโรค “ซึมเศร้า” เดินหน้าปรับพอร์ตโฟลิโอ เพิ่มแนวราบ บุกธุรกิจโรงแรม อพาร์ตเมนต์สหรัฐ ปั้นรายได้จากเช่า พร้อมเดินหน้าผุด 13 โครงการ มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 17,800 ล้านบาท

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ในปี 2562 ที่ผ่านมา จะเป็นปีที่ เอสซีฯ ทำสถิตินิวไฮทั้งแง่รายได้และกำไร โดยมีรายได้อยู่ที่ 17,787 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2561 และกำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท เติบโต 13% แต่ในปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของบริษัทและทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องเจอกับปัจจัยลบจากปีที่ผ่านมา และปัจจัยลบใหม่ที่เกิดขึ้น

“ปีที่แล้ว ตลาดอสังหาฯ อยู่ในภาวะท้องอืด เพราะสต็อกระบายช้าลง ประกอบกับมาตรการแอลทีวีทำให้ภาพรวมการเปิดโครงการใหม่ลดลงประมาณ 20% และยอดขายโดยรวมลดลง 23% จากปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสียสูงขึ้น ต่อมาต้นปี 2563 รัฐบาลแจกยา 2 เม็ด คือการลดดอกเบี้ย และผ่อนปรนแอลทีวี แต่อสังหาฯ ก็ยังเป็นโรคใหม่คือ “ซึมเศร้า” จากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายมากมาย”นายณัฐพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด – 19 ทำให้กลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก บวกกับปัญหาในประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้เกิดภาวะชะลอตัว ทั้งในด้านผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ดังนั้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือที่ เอสซีฯ เรียกว่า “ความยุ่งเหยิง” เอสซีฯ จึงใช้กลยุทธ์ 2 เรื่องหลัก เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจคือ “Resilient Portfolio” การเน้นความยืดหยุ่นของพอร์ตโฟลิโอ และ “Resilient People” ความยืดหยุ่นของบุคลากร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์

สำหรับเป้าหมายของเอสซีฯ ในปีนี้ ได้ตั้งเป้ารายได้ที่ 17,800 ล้านบาท และ ยอดขาย 18,000 ล้านบาท โดยการเติบโตของรายได้และยอดขายมาจากโครงการเปิดขายทั้งหมด 64 โครงการมูลค่ารวมกว่า 58,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 51 โครงการ มูลค่ารวม 42,300 ล้านบาท การเปิด 13 โครงการใหม่มูลค่า 16,000 ล้านบาท

ในส่วนของโครงการใหม่ 13 โครงการในปีนี้ แบ่งออกเป็น โครงการแนวราบ 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านราคา 20 ล้านบาท 5 โครงการ, บ้านราคา 20 ล้านบาท 3 โครงการ และ บ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทที่บริษัทจะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นปีนี้ รวม 4 โครงการ โดยเตรียมเปิดโครงการแรก วี คอมพาวด์  ติวานนท์-รังสิต ในเดือนมี.ค.นี้

ขณะที่โครงการแนวสูง จะเปิดคอนโดมิเนียม “The Crest Park Residences” คอนโดระดับลักซ์ชัวรี ที่พัฒนาภายใต้บริษัทเอสซี เอ็นเอ็นอาร์ วัน  จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีฯ กับ Nishitetsu Group ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น  บนทำเลห้าแยกลาดพร้าว ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ จำนวน 429 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท กำหนดเปิดขายในไตรมาส 2/63 ราคาเฉลี่ยกว่า 200,000-250,000 บาท/ตร.ม.

นายณัฐพงศ์ เล่าถึงกลยุทธ์ของเอสซีฯ ในปีนี้ ที่จะดำเนินการภายใต้ “กลยุทธ์ยืดหยุ่น” แบ่งเป็น

  • Resilient Portfolio จะเน้นใน 3 เรื่องสำคัญได้แก่

1.กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (For Sale)

ปัจจุบัน เอสซีฯ เป็นผู้นำตลาดบ้านหรูราคา 20-50 ล้านบาท และเป็นอันดับ 3 ในตลาดบ้านเดี่ยว ด้วยส่วนแบ่ง 9% ขณะที่ผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่ง 12% ซึ่ง เอสซีฯ วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำตลาดในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งวางแผนเติบโตในกลุ่มแนวราบต่อเนื่อง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนของแนวราบราคาน้อยกว่า 10 ล้านบาท จาก 40%  เป็น 50% ภายในปี 3 จากนี้

“ความได้เปรียบของเราคือ การมี 12 ซับแบรนด์ในเครือ ที่สามารถแข่งขันได้ในทุกระดับราคา ทุกทำเล และมีการพัฒนาบ้านดีไซน์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอยู่ระหว่างการพัฒนา “Home Hub” หรือสมองบ้าน ซึ่งจะลอนช์ในครึ่งปีหลังนี้ โดยจะอยู่ในบ้านใหม่ทุกหลัง พร้อมสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ในอนาคต”นายณัฐพงศ์ กล่าว

2.กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า

ในกลุ่มนี้ จะเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการเช่า กระจายความเสี่ยง โดยจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าหลากหลายประเภทมากขึ้น แบ่งเป็นธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ให้เช่าที่สหรัฐ รวมถึงธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า วางเป้าหมายสร้างกำไรให้เครือในสัดส่วนกว่า 20%

สำหรับธุรกิจโรงแรม ได้เปิดเปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสซี เอ็กซ์เพดิชั่น จำกัด (SC Expedition) เพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมระดับกลางถึงบน มุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งต่างประเทศและในไทย โดยเฉพาะกลุ่ม FIT หรือกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง โดยวางเป้าหมายโรงแรมรวม 1,000 ห้อง ภายในปี 2563-2566 ใน 5 ทำเล ทั้งกรุงเทพฯ  และเมืองท่องเที่ยวที่พัทยา โดยจะเปิดในกรุงเทพฯ แห่งแรกที่ราชวัตร  ส่วนอีก 3 ทำเล ได้แก่   รัชดาภิเษก , สุขุมวิท, วิภาวดี

อีกธุรกิจสำคัญที่จะสร้างรายได้จากการเช่าคือ ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ให้เช่า โดยตั้งบริษัท เอสซี อัลฟ่า อินคอร์ปอเรชั่น (SC Alpha Inc.) เพื่อลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจากการเข้าซื้อและบริหารอาคาร ที่ 244 Hanover Street & 20 Parmenter Street ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์  มูลค่า 24.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพจากดีมานด์ที่เพิ่มตามหรือมากกว่าซัพพลาย และมีอัตราห้องว่างเฉลี่ยเพียง 5% เท่านั้น ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ต่อเนื่อง

“เราเลือกบอสตันเพราะเป็นฮับของเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์, สถาบันการศึกษา เป็นตลาดที่มีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ใปัญหาภัยธรรมชาติน้อย พร้อมตั้งเป้าลงทุนปีละ  30 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในรูปแบบการซื้อมาตกแต่งเพื่อปล่อยเช่า 3-5 ปี จากนั้นจะปล่อยขายแล้วซื้อใหม่”นายณัฐพงศ์ กล่าว

3. การหาธุรกิจสร้างรายได้ใหม่จาก ลิฟวิ่งโซลูชั่น

ที่ผ่านมา เอสซีฯ ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น RueJai ขึ้น เพื่อรองรับลูกบ้านที่มีถึง 2 หมื่นครอบครัว รวมสมาชิกราว 5-6หมื่นคน ซึ่งปีนี้ จะลอนช์ “RueJai Club” บนแอปพลิเคชั่น RueJai เพื่อดูแลลูกค้า และส่งมอบโซลูชั่นใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด “ช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต” ซึ่งจะประกอบด้วยแพ็กเกจบริการรายครั้งหรือรายเดือน  อาทิ แม่บ้าน, ทำสวน , ล้างแอร์, บริการส่งน้ำ , ส่งแก็ส , ตัดผม,  ซักรีด , ประกันภัย, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ  อีกมากมาย เพื่อสร้างได้รายได้อีกขาหนึ่งในอนาคต

  • Resilient People การให้ความสำคัญกับบุคลากร ที่เป็นหัวใจของความสำเร็จขององค์กร

บริษัทได้นำวัฒนธรรมองค์กรชื่อ #SKYDIVE ภายใต้ค่านิยม (core values) 4 ประการคือ care, courage, collaboration, continuous improvement  โดยทั้งหมดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เปิดโอกาสให้กล้าคิดและทำอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องต่อการเป็น Living Solutions Provider

“ทั้งหมดนี้ เป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือความยุ่งเหยิงแต่ท้าทาย และภาวะซึมเศร้าของอสังหาฯ ใช้ทั้งพอร์ตโฟลิโอและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน”นายณัฐพงศ์ กล่าว

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT