Digital Economy

เผย 8 เทรนด์มาแรง ‘เทคโนโลยี’ องค์กรทรานส์ฟอร์มสู่ ‘ดิจิทัล’

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยรายงานฉบับล่าสุดของไอดีซีได้คาดการณ์ว่า อีก 2 ปีข้างหน้าอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทยจะมีการเติบโตกว่า 61% ของจีดีพีประเทศ เป็นผลมาจากการผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการใช้จ่ายด้านไอทีตั้งแต่ปี 2562 – 2565 อาจแตะ 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแนวทางการทรานฟอร์มสู่ดิจิทัลที่ถูกทาง พร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการริเริ่มโครงการ Thailand 4.0 ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องในฐานะประเทศที่มีความพร้อมในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลชั้นนำของภูมิภาค

เอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ เปิดเผยว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นเพื่อต่อยอดความสำเร็จ และไขข้อสงสัยแก่องค์กรที่กำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธภาพ วีเอ็มแวร์ขอเสนอ 8 เทรนด์เทคโนโลยีและแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ดำเนินธุรกิจในปีนี้ได้อย่างไม่สะดุด ดังนี้

1. ไฮบริดแอปกำลังมาแรง

ไฮบริดแอปคือการรวมไมโครเซอร์วิสจากผู้ให้บริการต่างๆ มาสร้างเป็นหนึ่งแอปพลิชันที่เหนือชั้นและบริการที่แตกต่างไปจากเดิม ช่วยยกระดับองค์กรให้สามารถนำเสนอบริการที่มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

ลองคิดดูว่า หากเราสามารถใช้บริการข้อมูลจากผู้ให้บริการคลาวด์รายหนึ่ง และใช้ระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง โดยทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกันได้ หรือ หากคุณมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถทำงานร่วมกับข้อมูลที่คุณมีอยู่ได้ สำหรับองค์กรต่างๆ แล้ว การสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำเสนอบริการของผู้ให้บริการคลาวด์เพียงรายเดียวอีกต่อไป เพราะแพลตฟอร์มสามารถรวมเอาบริการต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมาสร้างเป็นบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ครบวงจรขึ้น

2. โซลูชั่น At the Edge จะกลายเป็นจริง

องค์กรต่างๆ กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาและผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีเอดจ์ และผมคาดการณ์ว่าเอดจ์โซลูชั่นแบบครบวงจรที่จะวางจำหน่ายในตลาดได้จะต้องมีความสามารถดังนี้

  • ลดหรือคงค่าใช้จ่ายสำหรับระบบประมวลผลเอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)
  • รวบรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเอดจ์โลเคชั่น (Edge Location) เข้าไว้ด้วยกัน
  • ช่วยให้องค์กรสามารถนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับสถานที่ตั้งที่อยู่ไกลออกไปในรูปแบบของซอฟต์แวร์ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความคล่องตัวให้กับธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เครื่องเดียวสามารถเป็นได้ทั้ง SD WAN และเปิดให้รันแอปพลิชันแยกได้ ฮาร์ดแวร์ดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการรวมโครงสร้างพื้นฐานไว้ในจุดเดียวและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเครือข่ายไปในคราวเดียวกัน

3. ฮาร์ดแวร์พิเศษรองรับการใช้งานร่วมกัน

ในกรณีที่แอปพลิชันจำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ชนิดพิเศษ เช่น FPGA หรือ GPU องค์กรก็มักจะต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์สำหรับใช้กับแอปพลิชันดังกล่าวโดยเฉพาะ แต่ในช่วงปี 2563 คาดว่า จะมีการออกแบบที่สำคัญก็คือ จะใช้วิธีการเชื่อมต่อระยะไกลไปยังฮาร์ดแวร์ชนิดพิเศษเหล่านี้ได้

หากใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) ร่วมกับโซลูชั่น เช่น Bitfusion ซึ่งช่วยให้เชื่อมต่อแอปพลิชันเข้ากับ GPU หรือ FPGA ที่อยู่ไกลออกไปผ่านทางเครือข่ายอีเทอร์เน็ต( Ethernet) ก็จะสามารถใช้งานแบบโมดูลาร์ (Modular) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานไอที ซึ่งจะช่วยให้ลดความต้องการใช้เซิร์ฟเวอร์จำนวนเป็นร้อยเพื่อการตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันจำนวนมากได้

4. ก้าวแรกในการเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัยที่แท้จริง

ระบบรักษาความปลอดภัยควรออกแบบมาให้เป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานไอที ความท้าทายของการวางระบบปลอดภัยและกระบวนการรักษาความปลอดภัยคือเป็นระบบที่สำคัญมากการล่มหรือหยุดชะงักเพียงครั้งเดียวจะส่งผลไปทั่วทั้งองค์กร ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่บุคลากรด้านเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยมักหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แนวทางการปกป้องแอปพลิชันและข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นเรื่องยากที่จะค้นหาบุคลากรที่มีชุดทักษะเหล่านี้อย่างรอบด้าน ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเลือกโครงการ Kubernetes โครงการใหม่ และเริ่มต้นใช้โซลูชั่นเครือข่ายที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์และระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย วิธีนี้จะช่วยให้ทีมงานของคุณจะสามารถสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กร และค่อยๆ ขยายแนวทางแบบใหม่นี้ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรเมื่อเวลาผ่านไป

5. ไอเดียสุดเจ๋งสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็ก

จะเกิดรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างเช่น Raspberry Pi 4 ภายในองค์กร อุปกรณ์ดังกล่าวราคาไม่ถึง 100 ดอลลาร์ แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น การนำเอาระบบเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) และเทคโนโลยีระดับองค์กรอื่นๆ มาใช้กับอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการแยกทำงานที่ส่วนเอดจ์ของเครือข่าย จะช่วยขยายโอกาสสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แปลกใหม่ซึ่งคุณอาจคาดไม่ถึง

6. 99% ของเทคโนโลยีภายในองค์กรจะทำงานด้วย Machine Learning

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยี Machine Learning (ML) จำเป็นต้องอาศัยความรู้มากมายเกี่ยวกับข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งอาจเกินความสามารถขององค์กรทั่วไปที่จะเข้าถึง ตัวอย่าง ธุรกิจขนาดเล็กย่อมจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการว่าจ้างทีมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

แต่ในไม่ช้า จะเห็นบริการ ML แบบครบวงจรเพิ่มมากขึ้น จากผู้ให้บริการคลาวด์และคอมมูนิตี้โอเพ่นซอร์ส ซึ่งทำให้องค์กรขนาดกลางและเล็กสามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถปรับใช้โมเดล ML โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งฟันธงเลยว่า 99% ต์ขององค์กรที่ใช้ ML จะสามารถก้าวเป็นผู้เล่นคนสำคัญของตลาดได้อย่างแน่นอน

7. รูปแบบของบริการคลาวด์จะหลากหลายขึ้น

ปัจจุบันเริ่มเห็นบริการคลาวด์ที่ทำงานอย่างเป็นอิสระโดยแยกออกจากคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การรัน Amazon Relational Database Service (RDS) ภายในองค์กร ผมคาดว่าเราจะเห็นกรณีตัวอย่างทำนองนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2563 และปีต่อๆ ไป และในท้ายที่สุดแล้ว สถานที่ตั้งทางกายภาพซึ่งใช้ในการรันบริการจะกลายเป็นรายละเอียดการติดตั้งที่ถูกกำหนดขึ้นตามความต้องการของธุรกิจและสอดคล้องกับนโยบายที่เกี่ยวข้อง

8. แพลตฟอร์มบริการที่ใช้ร่วมกัน

ในบางอุตสาหกรรม พาร์ทเนอร์มักจะต้องนำเอาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของตนเองมาติดตั้งใช้งานในสถานประกอบการ เช่น ในธุรกิจค้าปลีก พาร์ทเนอร์จะต้องนำเอาคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปของตนเอง พร้อมด้วยโซลูชั่นซอฟต์แวร์ มาติดตั้งไว้ภายในร้าน และจากนั้นทีมงานฝ่ายไอทีก็จะเชื่อมต่อผ่านไฟร์วอลล์

รูปแบบธุรกิจดังกล่าวพาร์ทเนอร์จะต้องใช้อุปกรณ์ของตนเองก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ คือ เป็นการจำกัดการสร้างสรรค์นวัตกรรมไว้เฉพาะในกลุ่มพาร์ทเนอร์ที่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการปรับใช้โซลูชั่น แต่ในอนาคต คาดว่าจะมีการเริ่มต้นใช้งานแพลตฟอร์มเพียงหนึ่งเดียวแต่สามารถรันบริการจากพาร์ทเนอร์หลายราย โดยมีการแยกส่วนออกจากกันโดยใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชวลไลเซชั่น

แพลตฟอร์มบริการที่ใช้งานร่วมกันและรองรับผู้เช่าหลายราย ซึ่งติดตั้งไว้ที่เอดจ์ จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะจะช่วยกระจายโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้แก่องค์กรต่างๆ อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันองค์กรก็สามารถขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับใครก็ตามที่มีไอเดียดีๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนจำนวนมากสำหรับการติดตั้งโซลูชั่น

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT