COLUMNISTS

ใช้ชีวิตอย่างสมาร์ทในยุค Aging Society

อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร
0

คำว่า สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เป็นคำที่อยู่ในกระแสความสนใจของทั่วโลกอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ในแง่การมีจำนวนแรงงานลดลง ซึ่งหากดูจากตัวเลขย้อนหลังพบว่าทวีปเอเชียของเรานั้น จะต้องเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุมากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากเป็นทวีปที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก และที่สำคัญประเทศไทยของเราก็ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีคนสูงวัยมากที่สุดด้วย โดยใน 5 ประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดนั้นอยู่ในทวีปเอเชียทั้งหมด ได้แก่อันดับหนึ่ง ญี่ปุ่น เมื่อปี 2558 มีสัดส่วน 26% และจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2563 รองลงมาคือสิงคโปร์มี 12% ไทย 10% จีน 10% และเวียดนาม 7% สำหรับประเทศไทยนั้นจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเมื่อปี 2557 โดยคาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 20% ในปี 2564 ขยับเป็น 28% ในปี 2574 และในปี 2578 กลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนถึง 30% ของประชากรไทยทั้งหมด เรียกว่าเป็นอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี และที่น่าสนใจไปกว่านั้นรูปแบบของวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันชื่นชอบการอยู่อาศัยแบบตัวคนเดียว ไม่นิยมการแต่งงาน จึงทำให้สังคมผู้สูงอายุในอนาคตน่าศึกษาและน่าสนใจมากขึ้น

ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เองก็ได้ปรับรูปแบบที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มประชากรที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคต ที่อยู่อาศัยที่จะตอบสนองตลาดผู้สูงอายุจะมีรายละเอียดและฟังก์ชั่นที่แตกต่างจากโครงการทั่วไป เช่นการออกแบบห้องนอนจะต้องจัดไว้ที่ชั้นล่างของบ้าน เพื่อความสะดวกสบายไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได ออกแบบให้มีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในห้องพัก มีราวจับ, วัสดุปูพื้นกันลื่น, ลูกบิดประตูแบบก้านโยกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดปิด, ระดับสูง-ต่ำของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง, ความกว้างของประตูห้องเพื่อรองรับการใช้รถเข็น เป็นต้น รวมถึงการมีแนวคิดทำคอมมูนิตี้สำหรับผู้สูงอายุ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และอยู่ในทำเลที่เดินทางไปสถานพยาบาลได้อย่างสะดวก ซึ่งนี่เป็นเพียงบางส่วนในแนวคิดเพื่อตอบรับตลาดผู้สูงอายุเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุหลายๆ คน ก็ไม่สามารถจะเข้าไปอยู่อาศัยในคอมมูนิตี้ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมทั่วไปก็เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและยังเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพราะอยู่ใจกลางเมืองและเดินทางสะดวก ซึ่งก็ได้มีผู้ประกอบการหลายรายได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรองรับตลาดดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยลำพังให้เหมาะสม โดยการนำอุปกรณ์เข้ามาใช้เชื่อมโยงระหว่างตัวผู้สูงอายุไปยังผู้ช่วยเหลือต่างๆ เช่น Wearable Device สายรัดข้อมือเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและดูแลการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยระบบมีฟังก์ชั่นแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบขอความช่วยเหลือที่เชื่อมตรงถึงโรงพยาบาล และมีการแจ้งเตือนไปยังญาติของผู้สวมใส่อุปกรณ์ทันที เป็นระบบที่ช่วยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หรือ อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวจากไฟ LED ปกติ ที่เราใช้ให้ความสว่างในตอนกลางคืนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ได้ถูกพัฒนาต่อยอดเป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว

ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ติดตั้งบนหุ่นยนต์ช่วยเหลือ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่ามีคนอยู่ในห้องหรือไม่ โดยดูจากคลื่นความร้อนของมนุษย์ หรือถูกพัฒนาให้ติดตั้งบนอ่างน้ำหรือเตาอบ ที่สามารถปิดระบบอัตโนมัติเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้องนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีจออัจฉริยะ ที่ผู้สูงอายุสามารถติดต่อพูดคุยกับแพทย์ผ่านวิดีโอคอลได้ทันทีที่ต้องการ และยังสามารถสั่งซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาเก็ตให้มาส่งถึงคอนโดได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นฟังก์ชั่นในการดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่เพียงแต่จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนข้อมูลหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับผู้ดูแลได้อย่างทันท่วงที แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้สูงอายุ ไม่ต้องรับภาระในการจ้างคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงการที่อยู่อาศัยที่ออกแบบเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสามารถใช้เจ้าหน้าที่ประจำโครงการคอยมอนิเตอร์ที่ศูนย์กลางก็เพียงพอต่อการดูแลอย่างทั่วถึงเช่นกัน

นอกจากเรื่องของการออกแบบคอนโดมิเนียมและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้เหมาะสมแล้ว การดูแลบริหารจัดการโครงการ เช่นการมีเจ้าหน้าที่ประจำโครงการที่คอยสอดส่องดูแลให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ หรือมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลในการดูแลเป็นกรณีพิเศษก็สำคัญ รวมถึงการมีกิจกรรมพิเศษที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ยกตัวอย่าง Beautiful Community – ความสุขเริ่มที่บ้าน ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อผู้สูงอายุเช่นกัน เช่น กิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโครงการ ยังช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและช่วยสร้างความมั่นคงทางใจอีกทางหนึ่งด้วย

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตลาดผู้สูงอายุจะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันสินค้าและบริการสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีไม่มาก หากผู้ประกอบการรายใดปรับตัวได้ก่อนก็จะได้เปรียบและมีความพร้อมกว่าคู่แข่งแน่นอนครับ

Add Friend Follow