Business

ปฏิวัติช่อง 3 สู้ศึกแข่งเดือด ลดรายได้หน้าจอ หันหาธุรกิจอื่น ลดความเสี่ยง-สร้างการเติบโต

“อริยะ” ปรับเป้าช่อง 3 เพิ่มสัดส่วนรายได้ จากธุรกิจอื่นเป็น 35% ลดรายได้จากหน้าจอทีวีเหลือ 65% ภายในปี 2566 ลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมคนดูทีวีลดลง เน้นธุรกิจ Commerce ดึงกลยุทธ์ D2C จับมือแบรนด์ปั้นยอดขาย พร้อมเพิ่มพื้นที่ให้ศิลปินในสังกัดโชว์ศักยภาพ  ย้ำช่อง 3 ต้อง “LEAN” ละครกระชับ รายการข่าวต้องรักษาความน่าเชื่อถือ เป็นที่พึ่งให้ประชาชน

หลังจาก นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทบีอีซี เวิล์ด จำกัด (มหาชน) กุมบังเหียนงานบริหารของช่อง 3 ได้ระยะหนึ่ง เขาก็ได้ฤกษ์ประกาศแผนการดำเนินงานของปีนี้ และทิศทางในอนาคต โดยพร้อมลุยเต็มตัวกับธุรกิจใหม่ ๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าปีนี้ จะทำให้ช่อง 3 กลับมีกำไรให้ได้ หลังจากปีที่แล้ว “ขาดทุน” และจากนี้จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ภายใน 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2566 สัดส่วนรายได้จากหน้าจอทีวีจะลดเหลือ 65% และธุรกิจอื่นๆ 35% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 83% และ 17% ตามลำดับ

นายอริยะ เล่าที่มาที่ต้องปรับสัดส่วนดังกล่าวว่า เพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจสื่อ ที่มีแต่ทรงๆ และสร้างธุรกิจให้สอดคล้องอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต โดยระบุว่า จะทำหลายธุรกิจ เพื่อให้เติบโตต่อเนื่อง เป็นไปตามเป้าหมาย ธุรกิจใหม่ที่เขา จะเดินไปนั้น ประกอบด้วย การเชื่อมโยงกับ Line ,Online, Global Distribution , Commerce , Artists และอื่นๆ

ในส่วนของ Artists หรือ ศิลปิน ซึ่งเป็นจุดเด่น และจุดขายของช่อง 3 มีดาราในสังกัดกว่า 200 คน เขา เล่าว่า ผู้ชมต่างต้องการเห็นศิลปินเหล่านี้นอกจากที่เห็นในละคร ขณะเดียวกันศิลปิน ก็มีความสามารถหลากหลายนอกจากเล่นละครด้วย เราก็จะเพิ่มพื้นที่ให้เขาได้ท้าทาย ได้แสดงความสามารถในด้านอื่นๆ  ในปีนี้จะมี 3 รายการ ที่จะเปิดตัว ยกตัวอย่าง รายงาน The Brothers Thailand เป็นต้น

ทางด้าน Commerce เราจะดึงกลยุทธ์ D2C (Direct to Consumer) เน้นเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคปลายทางโดยตรง โดยจะเป็นรูปแบบการเปิดพื้นที่ให้ home shopping ให้มาอยู่บนสื่อของเรา จากเดิมเป็นลักษณะเช่าเวลาเท่านั้น  ขณะนี้กำลังคุยกับแบรนด์ต่างๆ เพื่่อให้พื้นที่ของเรา ไปเพิ่มยอดขายให้เขาอย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่าง ที่เราเริ่มทำแล้ว คือ ให้ผู้ชมสแกนคิวอาร์โค้ดจากรายการของเรา และสามารถไปรับส่วนลดราคาสินค้าที่ เซเว่น อีเลฟเว่น เป็นต้น โดยแบรนด์ต่างๆสามารถให้เราบริหารคลังสินค้า และบริการจัดส่งถึงบ้านผู้ซื้อได้ด้วย ซึ่งจะได้เห็นโครงการแรกในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

สำหรับงานละครของช่อง 3 จะไม่มองเฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น แต่จะออกไปบุกเบิกตลาดประเทศให้มากขึ้น  ก็มีหลายประเทศที่ชอบ Content ของเรา เช่น ตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และรอบๆบ้านเรา ขณะนี้เริ่มมีคนวิ่งมาหาเราแล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเราแล้ว ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศอีกด้วย คาดหวังปีนี้ จะมีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน

เจาะมาถึง Content ของช่อง 3  จะมีการเปลี่ยนผังรายการขนานใหญ่เลยทีเดียว นายอริยะ โฟกัสไปที่ช่วงเวลาที่คนดูช่อง 3 มากที่สุด หรือตั้งแต่ 18.00 น.-22.30 น. แยกเป็นช่วงเวลา 18.00 น.-19.00 น. ที่คนกลับถึงบ้านแล้ว จะเป็นกลุ่มครอบครัว พ่อแม่ลูกดูทีวีด้วยกัน

จากนั้นเวลา 19.00 น.-20.00 น. เป็นช่วงเวลากินข้าวของครอบครัว เป็นกลุ่มคนในเมืองทั้งกรุงเทพ และหัวเมืองต่างๆ จากนั้นเป็นช่วงละครของช่อง 3 เวลา 20.20 น. จนถึง 22.30 น. โดย 3 ช่วงเวลานี้เราจะผลิตรายการ และละครใหม่ในปีนี้ ให้สอดคล้องกับกลุ่มคนดู และกระจายไปยังแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เราจะทำงานร่วมกัน เช่น ไลน์ทีวี ยูทูบ เป็นต้น เพื่อเชื่อมต่อจอทีวีกับออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “3 plus” ช่องทางนี้ เราจะได้กลุ่มคนดูใหม่ๆเข้ามาเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง แฟนละครบุพเพสันนิวาส ที่เพิ่งได้มาดูในตอนหลัง ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆของเรา

สำหรับ Content ของละครช่อง 3 ต่อจากนี้ จะมีการผลิตใหม่หมด โดยต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ ที่ไม่ใช้เวลาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานเกินไป ดังนั้นการเล่าเรื่องต้องกระชับ  จะทำให้คนติดตามละครตลอดช่วงเวลาที่ออกอากาศได้ดีกว่า รวมไปถึงต้องมีเนื้อหาที่เข้ากับวิถีการชีวิตคนในสมัยนี้ เช่น เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBT หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ แต่ไม่หวือหวา ยังคงความเป็นช่อง 3 ที่ยังดูดี 

เขายกตัวอย่างละคร “ซ่อนเงารัก” ออกอากาศวันศุกร์-อาทิตย์ หลายครั้ง เพราะเป็นละคร ที่กำลังกวาดเรทติ้งให้ช่อง 3 นายอริยะ ย้ำว่า เพราะนำเสนอเรื่องที่ตอบโจทย์ เดินเรื่องได้กระชับฉับไว และมีเนื้อหาแตะ LGBT แบบดูดี พร้อมกับบอกว่า ผู้จัดละครหลายคน มีความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย เขาก็จะดึงศักยภาพ นั้นๆออกมาให้มากที่สุด

“คนดูทีวีลดลงจริง แต่จะไม่หายไปไหน เพียงแต่เราต้องศึกษาทิศทางในอนาคตไว้ล่วงหน้า เพื่อปรับตัวให้ทัน สำหรับคนดูทีวีในปัจจุบัน กลุ่มหลักๆจะเป็นคนช่วงอายุ 35-40 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มอายุ 30-35 ปี จะดูสลับไปมาระหว่างทีวีและออนไลน์ ขณะที่เด็กยุคใหม่ จะอยู่กับออนไลน์มากกว่า เราต้องเข้าใจพฤติกรรมของเขา ตรงไหนมีคนดูเราจะไป  ยอมรับว่าการแข่งขันสูง ไม่เฉพาะทีวี 15 ช่องเท่านั้น ที่เป็นคู่แข่งเรา พาร์ทเนอร์ต่างๆที่เราทำงานด้วย ก็แบ่งเวลาผู้ชมไป ก็ถือเป็นคู่แข่งเราด้วยทั้งหมด ”  

นายอริยะ มองว่า ช่อง 3 ยุคใหม่ต้อง “LEAN” หมายถึงเคลื่อนไหวเร็ว ซึ่ง speed สำคัญมากในยุคนี้  เพราะเวลาไม่เข้าข้างเรา เราผลิตละครมา 50 ปี สิ่งดีๆที่มีอยู่ไม่ทิ้งแน่นอน แต่ต้องผลิต Content ใหม่ๆด้วย เพื่อตอบโจทย์ผู้ชมในวันนี้ ที่มีทางเลือกมากมายไม่ได้มีแค่จอเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน เราต้องเป็นสื่อที่เป็นที่พึ่งของประชาชน ในเรื่องความเชื่อถือ เพราะตอนนี้มีข่าวลวงเยอะมาก เห็นได้จากข่าวไวรัสโคโรนา โจทย์ของเรา คือทำอย่างไรให้ผู้ชมรู้สึกว่า “ข่าวจากแหล่งไหนที่เชื่อถือได้” พบว่ารายการของเรา เช่น รายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ หรือคลินิคหมอความ จับข่าวลวง ได้รับการตอบรับจากผู้ชม  เพราะเรายึดถือหลักการนี้

สำหรับการปิดช่อง 3 อนาล็อก เรากำหนดปิดในช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 25 มีนาคมนี้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการลดพนักงานที่ประจำในส่วนนี้ จากพนักงานของช่อง 3 ที่มีทั้งหมด 1,400 -1,500 คน 

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB