ดูหนังออนไลน์
Politics

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! มติศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุบ ‘พรรคอนาคตใหม่’

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องในคดีที่นายณฐพร โตประยูร ยื่นขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 3 และคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้ถูกร้องที่ 4 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า จากคำร้องเป็นกรณีกล่าวอ้างว่าข้อบังคับ นโยบายพรรค และสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่ มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครองและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 14(1)

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะพบว่าเป็นอำนาจหน้าที่ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องตรวจสอบว่าคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องหรือไม่ เมื่อตรวจสอบถูกต้องครบถ้วนแล้ว นายทะเบียนจะรับจัดตั้งพรรคและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งกรณีดังกล่าวปรากฎข้อเท็จจริงว่า ในกระบวนการยื่นคำขอจดจัดตั้งพรรคการเมืองอนาคตใหม่ มีการยื่นเอกสารข้อบังคับพรรค พร้อมคำประกาศอุดมการณ์และสัญลักษณ์พรรค นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบความถูกต้องและรับจดจัดตั้ง โดยความเห็นชอบของ กกต. และมีประกาศจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ หากภายหลังพบว่าข้อบังคับพรรคไม่เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องรายงานต่อ กกต.ให้มีมติเพิกถอนข้อบังคับพรรค ตามมาตรา 17 (3) ได้ กรณีนี้จึงไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ

การยื่นคำร้องของนายณฐพร เป็นเพียงข้อห่วงใยในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันและระบอบการปกครองของประเทศ โดยการที่ข้อบังคับพรรคใช้ถ้อยคำว่า “ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้ถ้อยคำว่า “จะยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย” นั้น

ศาลเห็นว่าควรทำให้มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ แตกต่างจากมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกของชนในชาติ ตามมาตรา14 (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่ง กกต.มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและเพิกถอน เพื่อป้องกันความสับสนขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นสมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ถูกร้องมีแนวคิดคลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก และเป็นปฏิกษัตริย์นิยม มีการแสดงความเห็นทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งพรรคการเมือง รวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และการแสดงความเห็นต่อสังคมในช่องทางต่างๆ

ศาลเห็นว่า การใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอ ในระดับที่ทำให้เกิดผล และกระทบสิทธิและเสรีภาพ จนถึงขนาดที่วิญญูชนอาจคาดการณ์ได้ว่า น่าจะเกิดผลเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง โดยการกระทำนั้นจะต้องดำเนินการอยู่ ไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากกฎในคดีเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเตอร์เน็ต จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง กรณีจึงไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ส่วนการกระทำจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นใดหรือไม่ ต้องว่ากันตามกระบวนการและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่ ไม่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team