World News

ฟอร์บส์ตีแผ่ ‘ทักษิณ’ รวมกลุ่ม ‘มหาเศรษฐีหนีคดี’ ทั่วโลก

นิตยสารฟอร์บส์ นำเสนอบทความ “Crimes Without Punishment: How The Wealthy Before Carlos Ghosn Often Escaped The Law” หรือ “อาชญากรรมที่ไม่มีการลงโทษ : วิธีที่มหาเศรษฐีก่อนหน้าคาร์ลอส โกสน์ รอดพ้นจากกฎหมาย” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่มหาเศรษฐีหลายคน รวมถึง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีไทย สามารถหลบหนีจากการดำเนินคดีในข้อกล่าวหาต่างๆ และไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน โดยที่ไม่ต้องรับโทษอะไร

ภาพ : ฟอร์บส์

ฟอร์บระบุว่า การที่ คาร์ลอส โกสน์ มหาเศรษฐีอดีตซีอีโอนิสสัน ค่ายรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้หลบหนีออกจากบ้านพักที่ถูกสั่งกักบริเวณ และอยู่ภายใต้การจับตามองของศาลในญี่ปุ่น และไปใช้ชีวิตอย่างอิสระในต่างประเทศนั้น ชวนให้คิดว่า บรรดามหาเศรษฐี และอดีตเศรษฐี ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีต่างๆ กลายมาเป็นผู้ลี้ภัย และสามารถหลบหนีคดีไปได้อย่างไร

บทความได้ยกตัวอย่างของเหล่ามหาเศรษฐีที่หนีคดีไปอยู่ต่างแดนจำนวนหนึ่ง รวมถึง กรณีของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยเริ่มจากการให้ภูมิหลังว่า ทักษิณเริ่มต้นวัยทำงานด้วยการเป็นตำรวจในช่วงทศวรรษ 80 ก่อนที่จะรวบรวมเงินทุนมาจากเพื่อนๆ และครอบครัว ซื้อคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มมาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปขายกลับให้กรมตำรวจ ซึ่งก่อนหน้าที่ทักษิณจะเข้ามาลงทุนด้านนี้นั้น ข้อตกลงซื้อขายคอมพิวเตอร์นี้เกือบจะล่มไปแล้ว เพราะไอบีเอ็มต้องการที่จะให้ชำระเงินในรูปดอลลาร์ ไม่ใช้เงินบาท

“คอนเนคชันเป็นเรื่องสำคัญ” ทักษิณกล่าวคำพูดนี้ไว้ในอีก 10 ปีต่อมา ที่ตึกขนาด 30 ชั้น สำนักงานใหญ่ของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชัน ที่ในขณะนั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ และเพจเจอร์ โดยความร่ำรวยของเขาเพิ่มขึ้นมาอยู่ในตัวเลข 10 หลัก ช่วงกลางทศวรรษ 90 และเพราะต้องการมีอำนาจมากขึ้น ทักษิณก็ได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยในปี 2544 โดยเขาขายชินคอร์ป ธุรกิจของตัวเอง ให้กับบริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ ใปนี 2549 หลังจากที่มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่จะทำให้การขายนี้เกิดขึ้นได้ การเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ จนนำมาสู่การทำรัฐประหาร

ในส่วนของคดีความนั้น ฟอร์บส์ ระบุว่า หลังโดนโค่นอำนาจ และบีบให้ลี้ภัย ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา โดยที่ทักษิณไม่ได้มาปรากฎตัวที่ศาล ลงโทษจำคุกอดีตผู้นำไทยนาน 2 ปี จากข้อหาคอร์รัปชัน ใช้อำนาจของตัวเองกดราคาที่ดินให้ถูกกว่าราคาตลาด เพื่อให้ภรรยาของเขาไปซื้อมา แต่ตัดสินว่าเขาไม่มีความผิดในอีก 2 ข้อหา ที่มีโทษจำคุกเป็นเวลานานกว่านี้

หลายคนมองว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากแรงจูงในทางการเมือง โดยมีเกษตรกร และกลุ่มคนใช้แรงงานหลายล้านคน พากันออกมาแสดงพลังสนับสนุนเขา

ฟอร์บส์ ระบุว่า หลังจากที่หลบหนีออกมาจากไทย ประเทศบ้านเกิดเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ทักษิณกลับมามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีก โดยมีทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าราว 1,900 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 58,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่าสุด โดยเป็นความร่ำรวยที่มาจากอสังหาริมทรัพย์ และรายได้จากการขายชิน คอร์ป
เมื่อปี 2555 ขณะที่เขาพำนักอยู่ในนครดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทักษิณออกมาประกาศที่จะสู้กลับ ต่อการตั้งข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อตัวเขา “แม้ว่าผมจะนอนตายอยู่บนเตียง” ก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าทักษิณยังใช้ชีวิตอยู่ในดูไบเป็นหลัก ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ บุตรสาวของเขายังโพสต์ภาพที่เธอถ่ายคู่กับบิดา ที่ร้านซอลท์แบ เบอร์เกอร์ ในดูไบ

ส่วนเรื่องครอบครัวนั้น ฟอร์บส์ รายงานว่า เมื่อปี 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของเขาได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปีต่อมาว่า ยิ่งลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องโทรมาหาเขา แต่ถ้าเธอทำ เขาก็สามารถให้คำตอบกับเธอได้ในทันที “เพราะนั่งอยู่ที่นี่ผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”

กระนั้นก็ตาม ยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญชะตามกรรมที่คล้ายคลึงกับพี่ชาย ต้องลงจากตำแหน่ง และโดนตั้งข้อกล่าวหาจำนวนหนึ่ง รวมถึง ข้อหาเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และเธอโดนตัดสินจำคุกนาน 5 ปี ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในดูไบ

มหาเศรษฐีคนอื่นๆ ที่ฟอร์บส์รวบรวมไว้นั้น รวมถึง “โจเซฟ หลอ” มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม ที่เฟื่องฟูอย่างมากในมาเก๊า ช่วงปลายทศวรรษ 80 ก่อนที่เขาจะถูกศาลมาเก๊าตัดสินเมื่อปี 2557 ว่ามีความผิดจริงในข้อกล่าวหาให้สินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ที่ดินผืนหนึ่งใกล้สนามบิน

ปัจจุบัน หลอยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีในฮ่องกง บ้านเกิดของเขา ที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับมาเก๊า โดยเมื่อปี 2558 เขายังกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก จากการทุ่มเงินซื้อเพชรสีฟ้าขนาด 12 กะรัต และเพชรสีชมพูขนาด 16.1 กะรัต มูลค่ารวม 77 ล้านดอลลาร์ ให้กับบุตรสาวของเขา ที่ในขณะนั้น มีอายุเพียง 7 ขวบ และตั้งชื่อเพชรทั้ง 2 เม็ดใหม่ตามชื่อบุตรสาวของตัวเอง

นิราฟ โมดี

นอกจากนี้ ยังมี “นิราฟ โมดี” มหาเศรษฐี เจ้าของบริษัทอัญมณีรายใหญ่ แห่งอินเดีย ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในหลายข้อหา รวมถึง ฉ้อโกง และฟอกเงิน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ เขาหลบหนีมาอยู่ที่อังกฤษ ก่อนที่จะถูกจับกุม และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำแวนด์สเวิร์ธ ซึ่งเขาอยู่ระหว่างการสู้คดีที่จะไม่ให้มีการเนรเทศเขากลับไปยังบ้านเกิด

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team