Business

5 หุ้นขวัญใจนักวิเคราะห์ ดัน SET ปีนี้แตะ 1,679 จุด

ปี 2562 เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่วัน ตลาดหุ้นปี 2563 ก็เปิดทำการด้วยความผันผวนต่อเนื่อง ขึ้นลงสลับกันเป็นว่าเล่น อย่างไรก็ดี นี่เป็นข้อมูลล่าสุดจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ที่สำรวจทิศทางการลงทุน และคาดการณ์ทิศทางดัชนีหุ้นไทยในปี 2563 มาฝากกัน 

โดยเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวมทั้งหมด 26 บริษัท แบ่งเป็น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 19 บริษัท, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 5 บริษัท และบริษัทโกลด์ ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท

“หุ้นไทยไตรมาสแรกยังเป็นบวก”

เริ่มกันที่ทิศทางไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จำนวน 73.08 % มองว่าดัชนีหุ้นไทย (SET) มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก และมีเพียง 15.38% มองว่าเคลื่อนไหวกรอบแคบ (Sideway) ส่วนอีก 11.54% มองว่าดัชนีหุ้นไทยจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางลบ

ขณะเดียวกัน IAA ให้กรอบดัชนีสูงสุดของไตรมาสนี้อยู่ในช่วงระหว่าง 1,601 – 1,650 จุด และประเมินช่วงจุดต่ำกรอบ 1,501 – 1,550 จุด

“เป้า SET ปี 63 แตะ 1,679 จุด”

มองมาที่ภาพรวมทั้งปี 2563 นักวิเคราะห์ประเมินว่า ดัชนีสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,679 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 100 จุด จากราคาปิด ณ สิ้นปี 2562 ที่ระดับ 1,579.84 จุด พร้อมคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เฉลี่ยของตลาดปีนี้อยู่ที่ 100.71 บาท ซึ่งสูงขึ้นจากปีที่แล้ว 7.79% ที่อยู่ราว 93 บาทต่อหุ้น 

ปัจจัยบวกต่อการลงทุนในปีนี้

–  เศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐ  ยุโรป และเอเชีย ซึ่งภาพรวมมีทิศทางดีขึ้น ทำให้นักลงทุนในตลาดมองทิศทางเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น 

– ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) 

– ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดจะเติบโตขึ้น 

ปัจจัยลบต่อการลงทุนในปีนี้

– เศรษฐกิจในประเทศที่ยังชะลอตัว โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าปีนี้ GDP จะเติบโตเพียง 2.7% 

– ปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน 

– ปัจจัยการเมืองต่างประเทศ เช่น การเลือกตั้งในสหรัฐ และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ -อิหร่าน

“เปิดโผ 5 หุ้นขวัญใจนักวิเคราะห์”

มาถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือ หุ้นที่ IAA แนะนำตรงกันมากที่สุด โดยมีด้วยกัน 5 ตัว ดังนี้

1. AOT บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ได้ปัจจัยบวกจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทย และอาคารเทียบเครื่องบินรองที่จะแล้วเสร็จในปีนี้ ทำให้ท่าอากาศยานไทยรองรับผู้โดยสายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. BBL ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

เชื่อว่าประเด็นการลงทุนในธนาคาร Permata ประเทศอินโดนีเซีย จะหนุนการเติบโตของ BBL ได้ดี เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่สูงกว่าไทย และราคาที่ซื้อก็ต่ำกว่า Book Value ที่ 0.7 เท่า แต่กลับมีอัตราจ่ายปันผลที่สูง

3. CPF บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

ราคาเนื้อหมูที่พุ่งขึ้นในประเทศจีน และเวียดนาม คือ โอกาสสำคัญของ CPF อีกทั้ง การที่บริษัทหันมาเน้นการส่งอาหารดิลิเวอรี่มากขึ้น จะทำให้สามารถคุมคต้นทุนโลจิสติกส์ได้ดีกว่าเดิม 

4. PTT บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 

ปตท. จะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งทวีความรุนแรง นอกจากนั้น การที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 หากบริษัทชนะประมูลถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น ทั้งยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยให้ Dividend Yield ราว 4% ต่อปี

5. PTTEP บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ไม่ว่าจะเป็นทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น แนวโน้มการดำเนินงานปี 2563 หลังการรวมสินทรัพย์ใหม่ที่ซื้อมาจากทั้ง Murphy และ Partex ขณะที่บริษัทมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมโดยเฉพาะโครงการ Gas to power ในพม่า ทั้งหมดนี้เป็นแรงส่งให้ ปตท.สผ. ยังเป็นหุ้นเด่นประจำปี 

Add Friend Follow
InveStory